เปิดมุมมอง”ทาดาชิ มิอุระ”แม่ทัพใหม่”มาสด้า”อนาคตยักษ์เล็กในมือประธานผู้มากประสบการณ์

ทาดาชิ มิอุระ เริ่มต้นทำงานกับ มาสด้า มอเตอร์ มายาวนานกว่า 30 ปี สั่งสมประสบการณ์ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในด้านการขาย การตลาด และด้านการวางแผนกลยุทธ์ให้กับหลายๆ ตลาดในต่างประเทศ ก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เมื่อ เมษายน2565ที่ผ่านมา
มิอุระ เคยดูแลรับผิดชอบหลายตลาดในต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ โอเชียเนีย รัสเซีย และอื่นๆ พื้นที่รับผิดชอบก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่ประเทศไทย คือ มาสด้า ไต้หวัน และวันนี้ได้มาประจำการพร้อมเดินหน้าต่อยอดสร้างแบรนด์มาสด้าสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
เรามาเจาะลึกแผน ของมาสด้า ภายใต้การนำของ มิอุระ ซึ่งสภาพแวดล้อมทางการตลาดไทยถือเป็นโจทย์สำคัญเพื่อที่จะผลักดันแผนพัฒนาธุรกิจมาสด้าให้เดินหน้าบรรลุตามวัตถุประสงค์กับเป้ายอดขายของมาสด้า ที่ตั้งเป้าไว้ถึง 45,000 คัน

Q:อะไรคือวิสัยทัศน์และปรัชญาในการทำงานของคุณ?

A:ผมเกิดที่เมืองฮิโรชิมา หลายคนพูดกันว่า คนฮิโรชิมา เป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมเกิดและเติบโตที่ฮิโรชิมา ดังนั้น ผมจึงมีลักษณะพวกนี้อยู่ในตัว เป้าหมายสูงสุดของผม คือ การมอบความสุขให้กับผู้คน ซึ่งผู้คน หมายถึง ลูกค้า ดีลเลอร์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน


“ไม่ใช่เพียงแค่ความสบายใจของลูกค้า แต่เราต้องการนำมาซึ่งความเชื่อมั่นไม่ใช่เพียงแค่นำมาซึ่งความสุข”

ด้วยสิ่งเหล่านี้ ผมต้องการที่จะทำให้ผู้คนมีความสุข ด้วย One Team และ Omotenashi Spirit เริ่มจาก One Team ทีมเวิร์ค คือสิ่งที่สำคัญมาก คนเราไม่สามารถทำอะไรโดยปราศจากการสนับสนุนจากผู้อื่นได้ ทีมเวิร์คจะนำมาซึ่งโอกาสในการแลกเปลี่ยนไอเดีย และสร้างความแข็งแกร่งให้แต่ละคน เพื่อการทำงานเต็มประสิทธิภาพ ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน สอง Omotenashi spirit คือปรัชญาที่ผมอยากให้ทุกคนในทีมจดจำไว้เสมอ ซึ่งสิ่งนี้ ไม่ใช่แค่จิตวิญญาณแห่งการต้อนรับเท่านั้น แต่เป็นการทำให้ทุกคนยิ้มได้ ด้วยสิ่งที่เหนือความคาดหมาย
“ผมทราบดีว่า เป็นสิ่งที่ยากที่จะทำให้สำเร็จ แต่เราไม่เพียงแค่อยากทำให้ลูกค้าพึงพอใจเท่านั้น แต่หมายถึงการมอบสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ไม่ใช่เพียงแค่การบริการที่เสร็จสมบูรณ์แต่เราต้องการให้ลูกค้าประหลาดใจ ไม่ใช่เพียงแค่ความสบายใจของลูกค้า แต่เราต้องการนำมาซึ่งความเชื่อมั่นไม่ใช่เพียงแค่นำมาซึ่งความสุข แต่คือ ความอบอุ่น ผมจะนำปรัญชานี้มาใช้ตลอดช่วงเวลาทำงานที่ประเทศไทย”

“สิ่งที่สำคัญมากคือคนเราไม่สามารถทำอะไรโดยปราศจากการสนับสนุนจากผู้อื่นได้ “


Q:คุณมีประสบการณ์มากมายในต่างประเทศอะไรคือความแตกต่างของคนทำงานในแต่ละประเทศ

ผู้คนจากต่างวัฒนธรรมก็จะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน แต่พวกเขาก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกันด้วยเช่นกันในประเทศไทย ผมสัมผัสได้ว่าคนที่นี่ทำงานหนักเพื่อบริษัท มีหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง ทำงานเป็นทีมให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งคนญี่ปุ่นก็มีลักษณะเช่นนี้เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยก็จะมีความเป็นปัจเจกบุคคลสูงกว่าคนญี่ปุ่น และจดจ่อกับหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง ผมต้องการนำข้อดีทั้งสองวัฒนธรรมนี้มาประยุกต์ทำให้เป็นการทำงานแบบMazda Way  

Q:ความรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศมีส่วนสนับสนุนการทำงานของคุณในไทยอย่างไรบ้าง?

A:ข้อได้เปรียบจากการทำงานในหลายตลาด ในหลายประเทศ ทำให้ผมได้เห็นความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และดีลเลอร์ และทำให้ได้ความรู้มากยิ่งขึ้น รวมถึงวิธีการในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้ มากกว่าการทำงานแค่เพียงประเทศเดียว ซึ่งทำให้ผมสามารถนำความรู้ ตัวอย่างที่ดีๆ จากตลาดหนึ่งมาปรับใช้กับอีกตลาดหนึ่ง ในทุกประเทศลูกค้ามีความคาดหวังกับแบรนด์มาสด้าค่อนข้างสูง ซึ่งดีต่อพวกเรา
ผมจะนำเอาความคิดริเริ่มสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ มาใช้ให้มากที่สุด ซึ่งความคิดต่างๆ เหล่านี้ ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมานำมาใช้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า เพื่อยกระดับแบรนด์มาสด้าในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้“หลังจากที่เราเพิ่งเปิดโปรเจค CPOไปเมื่อเร็วๆ นี้.
(Mazda CPO คือ รถมาสด้ามือสอง ที่ผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานด้านคุณภาพของรถยนต์ใช้แล้ว โดยมาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย))

“ผมสัมผัสได้ว่าคนที่นี่ทำงานหนักเพื่อบริษัท ทำงานเป็นทีมให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมซึ่งกันและกัน”


Q:อะไรคือนโยบายการพัฒนาธุรกิจมาสด้าในประเทศไทย?

A:ผมได้นำเสนอแผนงานเมื่อเดือนเมษายน65ที่ผ่านมา เป้าหมายสูงสุด คือ การยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ผ่านประสบการณ์ลูกค้าที่มีกับมาสด้า ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ จนถึงการกลับมาซื้อซ้ำ ดังนั้น ผมต้องการที่จะเร่งปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของเราให้เป็น Retention Business Model ต้องการที่จะยกระดับแบรนด์มาสด้าให้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ความชื่นชอบแบรนด์ของลูกค้า และสำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ การเพิ่ม Residual Value หรือ การเพิ่มมูลค่าให้กับรถยนต์ของลูกค้า

Q:ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดรถยนต์ไทยไว้อย่างไร?

A:จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2.5–3.5% โดยปัจจัยหลักมาจาก (1) ความต้องการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น (2) การท่องเที่ยวภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น (3) การส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น
“ผมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยลบต่างๆ อาทิ ราคาน้ำมันและพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และการขาดแคลนเซมิคอนดัคเตอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดทั้งระบบ คาดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 820,000 – 850,000 คัน”

Q:อะไรคือความท้าทายของตลาดไทยจากมุมมองของมาสด้า?

A:อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมีความท้าทายอย่างมาก ลูกค้าคนไทยมีความคาดหวังสูงมากกับมาสด้า ตลาดไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่ มาสด้า มอเตอร์ ให้ความสำคัญมาก คนไทยมีความกระตือรือร้นอย่างมากต่อการเปิดตัวของรถยนต์รุ่นใหม่เห็นได้จากงานมหกรรมโชว์รถ นี่คือเหตุผลที่เราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้าสู่ตลาดเราไม่เคยลืมว่า เราต้องเติมเต็มความคาดหวังเหล่านั้น”

“เรากำลังวางแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า EV ในตลาดประเทศไทยในอนาคตอันใกล้”


Q:อะไรคือสิ่งที่มาสด้าให้ความสำคัญมากที่สุดต่อจากนี้เป็นต้นไป?
มีหลายสิ่งที่ต้องทำแต่ที่สำคัญที่สุดคือ การเดินหน้าส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าและแฟนมาสด้า ด้วยคุณค่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุก Touchpoint รวมถึงในด้านดิจิทัลผลักดันการดูแลลูกค้าและการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้า การสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้จำหน่าย การเพิ่มศักยภาพในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทางธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นและเกิดความพึงพอใจสูงสุด




Q:มาสด้ามีแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า(EV) ในประเทศไทยอย่างไรบ้าง?

A:เรากำลังทำการศึกษาและวางแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า EV ในตลาดประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ซึ่งข้อดีคือ เรามีเวลาที่จะทำการศึกษาและพัฒนารถ EV และมีเวลาในการศึกษาความคิดเห็นของลูกค้า เกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของรถ EV อื่นๆที่มีวางจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบัน

Q:สุดท้ายคุณอยากฝากอะไรถึงแฟนมาสด้า?
แม้ว่ามาสด้าจะเป็นแบรนด์ที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่เราก็สามารถยืดหยัดอยู่ในตลาดอย่างสง่างาม ท่ามกลางการแข่งขัน หรือแบรนด์ยักษ์ใหญ่ได้ ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ ทำให้เราเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกโดยลูกค้าทั่วโลก และเราก็มีแฟนคลับอยู่เป็นจำนวนมาก เราเชื่อว่า รถยนต์ของเราจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งใหม่ๆ ได้อย่างแน่นอน และเราจะพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะให้รถยนต์ของเราเป็นรถที่ลูกค้าเลือกเป็นอันดับแรก

“แม้ว่ามาสด้าจะเป็นแบรนด์ที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่เราก็สามารถยืดหยัดอยู่ในตลาดอย่างสง่างาม ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบที่มีเอกลักษณ์

นี่คือมุมมองและแผนการพัฒนาธุรกิจมาสด้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ภายใต้การนำทัพของ ทาดาชิ มิอุระ จากญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความรักความผูกพันในระยาวกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุด

- Advertisement -spot_img

Coming Soon

Recent