Home Blog

นิสสันอัพเดทส่งรถเต็มไลน์ร่วมมอเตอร์โชว์ 2567

ส่งคอนเซ็ปต์คาร์ ร่วมโชว์พร้อมเปิดตัว “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น” ร่วมสร้างสีสัน จัด “โปรใหญ่Say YES”สุดคุ้มดอกเบี้ยเริ่มต้น 0%หรือผ่อนสูงสุด 96 เดือน

คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น

นิสสันพร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับคนรักรถ นำ 1 ใน 5รถยนต์ต้นแบบคันล่าสุดจากเวทีเจแปน โมบิลิตี้ โชว์ 2023 มาสร้างสีสันในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45 พร้อม เปิดตัว “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น” ในชุดแต่งพิเศษสีดำ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มีสไตล์ พร้อม “โปรใหญ่ Say YES” ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% หรือผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน*โดยลูกค้าสามารถพบกับรถยนต์ครบทุกรุ่นและโปรโมชั่นพิเศษได้ที่บูทนิสสันที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และโชว์รูมนิสสันทั่วประเทศระหว่างวันที่27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567

นายอิซาโอะ เซคิกุจิ ประธานนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า รถยนต์ต้นแบบจากงานเจแปน โมบิลิตี้ โชว์ ที่เราจะนำมาโชว์ในงานนี้ จะบอกถึงความเป็นผู้นำในนวัตกรรมยานยนต์รวมถึงแนวทางของยานยนต์ในอนาคตของนิสสันทั้งในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และประโยชน์ใช้สอยที่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของคนในยุคใหม่ และผู้เข้าชมงานจะได้เห็นว่าเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานจะมีอะไร ล้ำสมัยแค่ไหน และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ช่วยให้สังคมก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

นอกจากรถยนต์ต้นแบบแล้ว นิสสันยังได้นำรถยนต์ยอดนิยมซึ่งได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2024 หรือ Car of the Year ทั้ง 3 รุ่นได้แก่ นิสสัน นาวารา นิสสัน อัลเมร่า และ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ มาจัดแสดง ซึ่งไฮไลต์ในปีนี้ได้แก่

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น
คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น– เพิ่มการตกแต่งพิเศษเติมความสปอร์ตพรีเมียมรอบคันด้วยชุดตกแต่งวัสดุโทนสีดำ ให้กับคอมแพคเอสยูวียอดนิยมรุ่นเดียวในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จด้วยชุดแต่งพิเศษ 10 รายการทั้งภายนอกภายในตั้งแต่กระจังหน้าตัววีคิ้วกันชนหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีเงิน สติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ STAR EDITION ที่ตัวถังรถด้านข้างสัญลักษณ์ STAR EDITIONด้านหลัง พนักพิงศีรษะคู่หน้าและคิ้วบันไดสแตนเลส ชุดตกแต่งรอบปุ่มควบคุมชุดปรับอากาศสีดำชุดพรมพร้อมผ้ายางปูพื้น และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย

คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น

นิสสันคิกส์อี-พาวเวอร์ให้อัตราเร่งที่ทันใจจากแรงบิดสูงสุดถึง280นิวตันเมตร (Nm) แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 2.06 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)ให้ประสิทธิภาพและกำลังมากขึ้นพร้อมอัตราประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ในเมืองสูงสุด 26.3 กิโลเมตร/ลิตร**เทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ“อี-เพดัลสเต็ป” (e-Pedal Step) สามารถเร่งและชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียวเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360DegreeSafety Shield มั่นใจทุกการขับขี่พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายเอาใจลูกค้ายุคดิจิทัล ด้วย Wireless Charger*** และNissanConnectเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Android Auto***และ Apple CarPlay

  อัลเมร่า คอมแพคซีดานตัวแรง
อัลเมร่า ใช้ เครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรงและรวดเร็วให้ทุกการเดินทางสนุกเต็มพิกัด  รูปลักษณ์ปราดเปรียวมากขึ้นด้วยกระจังหน้าคอนเซปต์ Next-generation V-motionและสีตัวถังทันสมัยเป็นเอกลักษณ์อย่างGray Sky Pearl นอกจากนี้ เทคโนโลยีNissanConnect Servicesให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่และรถผ่านสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน เสริมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายจากรถพรีเมียมสู่คอมแพคซีดาน อาทิ เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System – TPMS)เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist – HBA) และเทคโนโลยีแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) รวมถึงการติดตั้งฟังก์ชั่นSOS เพื่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันทีผ่านระบบเครื่องเสียงภายในรถยนต์ เมื่อเกิดเหตุต่างๆ

นาวารา2024

รถกระบะที่ ทนถึงใจ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นนิสสัน นาวารา แบบซิงเกิ้ลแค็บซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ต้องการรถกระบะใช้งานหนักและวางใจได้ ด้วยโครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame) รองรับทุกการบรรทุกหนักได้อย่างจุใจหรือ นิสสัน นาวารา PRO-4X และ นิสสัน นาวารา คาลิเบอร์ แบล็คอิดิชั่นที่ให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทาง การผจญภัย และการใช้งานทั่วไปนิสสัน นาวารา ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์YS23DDTT แบบ4 สูบDOHC เทอร์โบคู่ความจุ2.3 ลิตรให้กำลังสูงสุด190 hp (Ps) แรงบิดสูงสุด450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์ออโตเมติก7 สปีดสามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบแมนนวล (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนานควบคุมได้ดังใจให้ประโยชน์ใช้สอยและความสะดวกเต็มพิกัดกับฝาท้ายที่ช่วยผ่อนแรงในการเปิด-ปิดและขนของที่กระบะได้สะดวกตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่และเล็ก

นิสสัน เทอร์ร่า 2004 เสริมออฟชั่น
รถยนต์เอสยูว ขนาดใหญ่ภายใต้แนวคิด “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม” ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและความบันเทิง ห้องโดยสารกว้างขวางตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมันทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไปได้ทุกเส้นทาง อุ่นใจกับ ‘360 Degree Safety Shield’ เทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ระบบความบันเทิงระดับไฮเอนด์ด้วยเครื่องเสียงจาก Bose Premium Audio พร้อมลำโพงคุณภาพสูง 8 ตัว จอสัมผัสขนาด 11 นิ้วและการเชื่อมต่อสมาร์ททีวีหรือ HDMi เพิ่มความบันเทิงให้แก่ผู้โดยสารด้านหลัง

ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด

จัดโปรเต็มพิกัด

นิสสันยังจัด “โปรใหญ่Say YES”แคมเปญส่งเสริมการขายต้อนรับบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมยอดนิยมได้ง่ายมากขึ้น ด้วยความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยมีตั้งแต่ดอกเบี้ย 0% ไปจนดาวน์เริ่มต้น 9,999 บาทหรือระยะเวลาในการผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ภายในงาน รวมถึงที่โชว์รูมผู้จำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทยwww.nissan.co.th

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

**สำหรับการขับขี่ในเมือง / ตามมาตรฐาน NEDC หรือ ป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO sticker) ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีข้อมูลแตกต่างกันไป

***เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับ

                       

จีนไปข้างหน้า-ญี่ปุ่นตกรถไฟ เกาหลีสบช่องว่างส่งBEVลุยไทย

    นิ่งมานานสำหรับเกีย คอป รถยนต์จากเกาหลีใต้นับตั้งแต่ การฟื้นขึ้นของตลาดรถยนต์ไทยหลังวิกฤติต้มยำกุ้งเกียรถเกาหลีไม่เคยมีบทบาทนำในตลาดรถเมืองไทยและถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ไม่ค่อยมีอนาคตแม้ว่าคุณภาพของรถจัดว่าเทียบชั้นรถยุโรปได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามล่าสุดเกีย มีแผนเข้ามาทำการตลาดในไทยเองหลังบริษัทแม่ฮุนไดมอเตอร์ ได้ใช้โมเดลเดียวกันนี้ในตลาดไทย ก่อนที่เกียจะใช้โอกาส ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในไทย รายงาน นี้จะบอกให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

    เปิดตัว เกีย เซลส์(ประเทศไทย) อย่างเป็นทางการ

    กรุงเทพฯ (31 มกราคม 2567)–เกียคอร์ปอเรชัน ประกาศตั้งบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจของเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ซึ่งหมายถึงการวางโครงสร้างธุรกิจใหม่ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วยังผลทำให้ การบริหารจัดการของเกีย โดยค่ายยนตรกิจสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เจรจาปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้มาระยะหนึ่งแล้ว

    นายจุน โอ อี ประธาน บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่เข้ามาบริหารการตลาดรถยนต์ เกีย จากเกาหลี ระบุว่า “นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับก้าวแรกของ
    การดำเนินงานของ เกีย เซลส์(ประเทศไทย)ในการเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แผนกลยุทธ์Kia Plan S ของเราที่ใช้ในการดำเนินงานทั่วโลก มีรากฐานอยู่บนเสาหลัก 3 ประการ คือ โลก (Planet) ผู้คน (People) และผลกำไร (Profit) เพื่อหล่อเลี้ยงความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานของเรากับชุมชน เราจึงวางตำแหน่งของตนเองในฐานะ ‘Sustainable Mobility Solutions Provider’หรือ ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ซึ่งถือเป็นปรัชญาประจำองค์กรของเราเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต

    ในส่วนของ เกีย เซลส์(ประเทศไทย)เราได้วางแผนการดำเนินงานขององค์กรไว้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของเราสำหรับปี 2567-2571 โดยให้ชื่อว่ากลยุทธ์ ‘Plan S-5’ ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมายหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) ครองส่วนแบ่ง5% ของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล,2)เพิ่มการทำตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวให้มีสัดส่วนคิดเป็น50% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด, 3)ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบแบรนด์ที่มีการรับรู้สูงที่สุด5 อันดับแรก และ4) ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศให้เติบโตขึ้น5 เท่าตัว”

    นายณัฏฐ์ชัย สุรวรรธนกุล รองประธานฝ่ายขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขาย เปิดเผยว่าในปี 2566 เกีย มีผู้จำหน่ายและศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ19แห่ง เกีย จะเร่งสร้างการเติบโตของยอดขายด้วยการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ประเดิมด้วยผู้จำหน่ายใหม่ 10 รายที่จะเข้ามาร่วมงาน ในปี 2567 นอกจากนี้ เกียยังยกระดับกลยุทธ์ด้านบริการของเราอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคชาวไทย โดยนโยบายใหม่ จะเพิ่มการรับประกันคุณภาพรถเป็นระยะเวลา 7 ปี สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทำตลาด ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นไป การรับประกันตามมาตรฐานใหม่ของเกีย ควบคู่กับการรับประกันแบตเตอรี่8ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 7 ปี

    นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรลรองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดระบุว่า ฐานลูกค้าในปัจจุบันของเกีย เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ โดยเกีย จะขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นครอบครัวคนรุ่นใหม่ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ดังกล่าว เกียเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง มิใช่เฉพาะในด้านคุณภาพและสมรรถนะของรถยนต์รุ่นต่างๆ ของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมอบคุณค่าที่เรายึดมั่นอีกด้วย ปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า ‘Movement that inspires’ หรือ ‘การเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจ’สะท้อนถึงทัศนคติใหม่ของเราในการเชื่อมโยงกับชีวิตจิตใจของผู้บริโภคชาวไทย เราต้องการนำเสนอพลังที่แบรนด์ของเรามีอยู่ในระดับโลกรวมถึงมรดกในแบบเกาหลีของเราซึ่งเป็นที่ชื่นชมอย่างกว้างขวางในประเทศไทยสู่สายตาของผู้บริโภคชาวไทย”

    “เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว เราจึงออกแบบการสื่อสารของเราในประเทศไทยโดยวางตำแหน่งแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ของรถยนต์ ‘Premium Smart’ โดยที่คำว่า‘Premium’ สื่อถึงการมุ่งส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าที่ดีเยี่ยมตั้งแต่ทัชพอยท์แรกทางอินเทอร์เน็ตไปจนถึงทุกๆ ช่องทางที่ลูกค้าจะได้สัมผัสกับแบรนด์ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องรวมถึงศูนย์บริการและผู้จำหน่าย มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงาน(Digital Transformation)และใช้ข้อมูลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบเฉพาะบุคคลกับลูกค้า ส่วนคำว่า ‘Smart’สื่อถึงการที่ มุ่งหวังให้ลูกค้าชาวไทยได้รับประสบการณ์ใหม่ล่าสุดในการขับขี่โดยการนำเสนอรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ประสบความสำเร็จรุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมกับเพิ่มรถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีและเอ็มพีวี และนำเอาโซลูชันด้านการเชื่อมต่อรูปแบบต่างๆ มาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้”นายฌ็อง กล่าว

    “กลยุทธ์ ‘Plan S-5’ ของเกีย วางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนที่จะขึ้นแท่นเป็นแบรนด์รถยนต์1 ใน 5 อันดับแรกในแง่ของการรับรู้แบรนด์ และเพิ่มสัดส่วนยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบให้เป็น 50% มีการการประกาศทำตลาด KiaEV9 า โดยKia EV9 จะเป็นรถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่รุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบส ามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1มีนาคม 2567 (รอบสื่อมวลชน) และ 2 มีนาคม (รอบคนทั่วไป) สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่https://bit.ly/ev9ourallelectriciconโดยงานจะจัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์

    บทบาทยนตรกิจมิตรแท้25ปี

    ก่อนเปลี่ยนมือรถยนต์เกียอยู่ในการบริหารจัดการของ บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ (Yontrakit Kia Motors) -ในเครือบริษัท ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่าย Kia ที่ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียวในราชอาณาจักรไทย

    ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์- ก่อตั้งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2542 โดยบริษัท เกียมอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศเกาหลี ได้แต่งตั้ง บริษัท ยนตรกิจเกียมอเตอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ Kia ในประเทศไทย และมีการเปิดแสดงรถยนต์ 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น Enterprise, J7 Military, Carens และรถยนต์สำหรับจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่ Grand Sportage, Sportage และรุ่น Carnvial ในเดือนธันวาคม2542ใน งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 16เมืองทองธานี การแต่งตั้งนี้ถือเป็นการตลาดครั้งที่2 ของเกีย หลังจากเกีย ได้รับการจัดจำหน่ายโดยพรีเมียร์ เกีย มอเตอร์ ก่อนหน้าแต่ มีการเว้นช่วงไป ไม่ต่อเนื่อง

    – ปี 2543 เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ได้แก่ Kia Pregio รถตู้เอนกประสงค์ 12 ที่นั่ง

    – ปี 2544 แนะนำรถเอนกประสงค์ขนาดกระทัดรัดสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ในรุ่น KIA Carens เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร CRDi

    – ปี 2545 เปิดตัวรถ SUV สายพันธุ์แท้ขนาดใหญ่ รุ่น KIA Sorento เครื่องยนต์ดีเซล 2.5L CRDi และเครื่องยนต์เบนซิน 3.0L V6

    -เดือนกรกฎาคม ปี 2546 เปิดสายการผลิตรถยนต์ Kia Carnival My 2004 ในประเทศไทย ที่โรงงานประกอบรถยนต์ YMC (บริษัท วายเอ็มซี แอสเซ้มบลี จำกัด) ซึ่งเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ KIA แห่งที่ 13 ในโลก

    – ปี 2547 ได้เปิดตลาดรถกระบะครั้งแรกในประเทศไทย ในรุ่น KIA K2700 จัมโบ้ปิคอัพ

    – ปี 2548 เผยโฉมโมเดล Kia K2700 รุ่นใหม่ล่าสุด 

    – ปี 2549 เผยโฉม Kia Rio รถเก๋งสไตล์สปอร์ต และรถซิตี้คาร์ขนาดกระทัดรัด Kia Picanto พร้อมเปิดตัว KIA Grand Carnival อัครยานยนต์เอนกประสงค์ 11 ที่นั่ง

    – ปี 2550 แนะนำรถยนต์ KIA K2900 จัมโบ้ปิคอัพ อัจฉริยะ ยูโร 4 รุ่นแรกในประเทศไทย

     -กุมภาพันธ์ ปี 2551 บริษัท ยนตรกิจเกียมอเตอร์ จำกัด แบ่งสายการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยขึ้นตรงกับ บริษัท ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยคุณสรวิศย์ ลีนุตพงษ์ พร้อมย้ายสถานที่ตั้งมาที่อาคารสุรวงศ์
    – เดือนมีนาคม ปี 2551 เปิดตัว Kia Grand Carnival CEO?08 และ Kia Picanto นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย

    -พฤศจิกายน ปี 2552 บริษัท ยนตรกิจ เกียมอเตอร์ จำกัด ได้มีย้ายสำนักงานมาอยู่ที่อาคาร YKI ร่มเกล้า
    – ปี 2552 แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ Kia New Picanto และรถยนต์เอนกประสงค์ 11 ที่นั่ง ในราคาประหยัด และคุ้มค่า รุ่น KIA Grand Touring

    สำหรับยนตรกิจเกียมอเตอร์ ถือว่าเป็นบริษัทที่ทุ่มเททำการตลาดให้เกียมาตลอด25ปีต่อเนื่องไม่ว่าสถานะการเป็นอย่างไร ยนตรกิจ โดยการนำของสรวิศย์ ลีนุตพงษ์และบุตรสาว ธันยนันท์ ลีนุตพงษ์ ศิริมงคลเกษม กรรมการบริหาร บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด ไม่เคยละทิ้งแบรนด์เกียในขณะที่รถรุ่นที่ทำตลาดในไทยค่อนข้างได้รับแรงกดดันเพราะส่วนใหญ่เป็นรถนำเข้าเสียภาระภาษีนำเข้าสูง ทำให้ราคาแข่งขันในตลาดได้ลำบากนอกจากนี้ยังมีความหลากหลายของโมเดลรถให้เลือกน้อย จนทำให้การขยายตลาดในวงกว้างเป็นไปได้ยาก และเป็นเหตุผลทำให้ยนตรกิจเกียมอเตอร์ เลือกใช้กลยุทธ์การทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม

    โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ทำตลาดหลักในปัจจุบันได้แก่เกีย คาร์นิวัล ใหม่ ซึ่งเป็นรถที่มีคู่แข่งน้อยรายสำหรับรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย คือ

    –          เกีย คาร์นิวัล ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด (Kia Carnival Limited) ราคา 2,045,000 บาท – รุ่นย่อยพิเศษ มีจำนวนจำกัด

    –          เกีย คาร์นิวัล ใหม่ รุ่นอีเอ๊กซ์ (Kia Carnival EX) ราคา 2,144,000 บาท – มาพร้อมระบบที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย Wireless Charger และระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ Rain Sensor

    –          เกีย คาร์นิวัล ใหม่ รุ่นเอสเอ๊กซ์แอล (Kia Carnival SXL) ราคา 2,495,000 บาท – มาพร้อมหน้าจอ Panoramic Dashboard Display หรือ หน้าจอเรือนไมล์ Digital Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาบนหน้าจอ Blind-Spot View Monitor (BVM) และระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ Rain Sensor

    โครงสร้างใหม่ลุยตลาด ผลิตเองขายเอง

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เกีย มอเตอร์ คือการเดินหน้า ปรับโครงสร้างตลาดไทยประกาศตั้ง เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) อย่างเป็นทางการดูแลการดำเนินงานในไทยครอบคลุมด้านการขาย ตลาด บริการหลังการขาย และเครือข่ายผู้จำหน่าย รถยนต์ “เกีย” ในประเทศไทยอย่าง พร้อมแถลงข่าว เปิดตัวผู้บริหารใหม่ 31 มกราคม2567 #kia #ยนตรกิจ #Kia Thailand

    รีวิว โครงตั้งโรงงานผสานฮุนได
    Kia Corp ผู้ผลิตรถยนต์ของ #เกาหลีใต้วางแผนที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใน#ประเทศไทยด้วยกำลังการผลิต 250,000 คันต่อปี ตามรายงานของแหล่งข่าวท้องถิ่น นี่จะถือเป็นโรงงานแห่งแรกของบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแห่งที่ 6 นอกเกาหลีใต้ โรงงานที่มีอยู่เดิมตั้งอยู่ในจีน อินเดีย เม็กซิโก สโลวาเกีย และสหรัฐอเมริกา โรงงานล่าสุดที่ก่อตั้งขึ้นนอกเกาหลีใต้อยู่ที่อินเดียซึ่งแล้วเสร็จในปี 2562 การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทยมีกำหนดจะเริ่มในครึ่งแรกของปี 2567 โดย Kia EV6 คาดว่าจะเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ผลิตที่นี้ สิ่งอำนวยความสะดวกตามที่รายงานข่าว

    ที่จริงเกียมีโรงงานในไทยโดยยนตรกิจ และเคยมีการศึกษาการลงทุนแต่ทำเพียงแค่ศึกษา ณ.เวลานี้ ทำไมเกียถึงรีวิวแผนตั้งโรงงานในไทยอีก? แหล่งข่าวระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ชั้นนำของบริษัทระดับโลกในภูมิภาคอาเซียน กำลังการผลิตของบริษัทระดับโลกในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านหน่วยต่อปี ในปี 2022 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ในด้านการผลิตรถยนต์และอันดับที่ 4 ในด้านการผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ทั่วโลก ประเทศไทยเป็นยุทธศาสตร์ในการดึงดูดอุตสาหกรรมยานยนต์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 โดยเฉพาะมีการผลิตรถกระบะเป็นจำนวนมาก

    ขนาดตลาดรถยนต์ของไทยยังเป็นอันดับ2รองจากอินโดนีเซียในกลุ่มประเทศอาเซียนที่สำคัญๆ จากข้อมูลของสมาพันธ์รถยนต์อาเซียน ณ ครึ่งแรกของปีนี้ ขนาดของตลาดรถยนต์ของไทยอยู่ที่ 406,131 คัน อินโดนีเซีย ครองอันดับหนึ่ง มี 505,985 หน่วย มาเลเซีย (366,037 ยูนิต) ฟิลิปปินส์ (202,415 ยูนิต) และเวียดนาม (137,327 ยูนิต) ตามหลังไทย

    ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงในตลาดไทยซึ่งถูกครอบงำโดยบริษัทญี่ปุ่น รัฐบาลไทยประกาศว่า 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจะถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2573 รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจให้เงินอุดหนุนสูงถึง 150,000 บาท (ประมาณ 5.6 ล้านวอน) ต่อรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคัน ให้กับบริษัทที่เสนอแผนการผลิตในท้องถิ่น และยังลดภาษีนำเข้าลง 40%

    เสียบช่องญี่ปุ่นช้า

    จากข้อมูลของกรมการขนส่ง (DLT) ระบุว่า จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่จดทะเบียนใหม่ในประเทศไทยในปีที่แล้วสูงถึง 9,580 คัน เพิ่มขึ้น 395% จากปีก่อนหน้า ในไตรมาสแรกของปีนี้ จำนวนยูนิตที่จดทะเบียนอยู่ที่ 14,535 ยูนิต ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วไปแล้ว ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความสนใจรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก แผนของรัฐบาลไทยที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียนกำลังค่อยๆเป็นรูปเป็นร่าง

    และหากดูสภาพตลาดของไทย จะพบว่าได้ เกิดช่องว่างระหว่าง ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ากับรถน้ำมัน เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นไม่สามารถตามนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยได้ บริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเครื่องยนต์สันดาปภายในและเครื่องยนต์ไฮบริดมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า ทำให้อัตราการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าของไทยค่อนข้างช้า บริษัทจีนกำลังใช้ประโยชน์จากช่องว่างดังกล่าว

    ในความเป็นจริง บริษัทจีนเข้าครอบครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยมากกว่า 80% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ BYD, Hozon, Chang’an Automobile และ Shanghai Automobile (SAIC) ทำยอดขายได้จำนวนมาก และบริษัทรถยนต์จีนเหล่านี้ ยังประกาศแผนการจัดตั้งโรงงานในประเทศไทยอีกด้วย

    ฮุนไดบริษัทแม่เคลื่อนทัพหนุน

    ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป บริษัทแม่ของเกีย ได้ตัดสินใจทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยด้วยตัวเอง จากเดิมที่ใช้ตัวแทนเพื่อ มุ่งเป้าตลาดอาเซียน  เนื่องจากฮุนได มอเตอร์ส เข้าสู่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศรถยนต์อันดับ 1 ในอาเซียนแล้ว จึงมีการวิเคราะห์ว่า เกีย ควรได้รับเลือกให้ทำการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยซึ่งกำลังเติบโตใหม่ เชื่อกันว่ารถยนต์ไฟฟ้า EV6 ของ เกีย และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จะมีโอกาสชนะเนื่องจากคุณภาพและความสามารถในการแข่งขันได้รับการยอมรับในตลาดโลกแล้ว

    เป็นที่น่าสังเกตว่า พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยมีความชื่นชอบแบรนด์ฮุนไดและเกียสูง คำอธิบายก็คือแบรนด์ Hyundai และ Kia ให้ภาพลักษณ์ของความสดใหม่ เนื่องจาก ผู้คนเบื่อหน่ายกับการสัมผัสกับแบรนด์ญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ ตอนนี้ Kia กำลังสร้างฐานการผลิตในประเทศไทยตามอินโดนีเซีย มาดูกันว่า “เกีย”จะใช้ประเทศไทยเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดเอเชียได้หรือไม่ 

    วีดีโอ เรื่องของรถเกาหลีที่เราแนะนำ

    คำทำนาย อนาคตของค่าย ของผู้มาจากอนาคต คำตอบอยู่ที่ “เรย์”

      เมื่อไม่นานมานี้เป็นที่ฮือฮาเมื่อ ผู้ใช้ทวีสเตอร์ หรือ X ในปัจจุบันซึ่งเป็นแอคเคาท์จากญี่ปุ่นได้ระบุว่า”เขาคือผู้มาจากอนาคต” บลอกเกอร์ชาวญี่ปุ่นคนนี้ชื่อ”เรย์ โคคุบุน”เขาได้เขียนทวีเตอร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดในอนาคตหลายอย่าง และเขายัง ตอบ คำถามของผู้สนใจเหตการณ์ในอนาคตว่ามันเป็นอย่างไรและมีบางอย่างได้ เกิดขึ้นจริง

      ทวิตชาวญี่ปุ่นที่อ้างว่า “ฉันมาจากอนาคต!!โพสต์บอกไว้ล่วงหน้าหลายอย่างซึ่งมีความแม่น เหมือนตาเห็น เช่น การตอบคำถามว่า โควิด-19จะสิ้นสุดการระบาดเมื่อไหร่??

      ก่อนหน้านี้เพจเฟซบุ๊ก Japan Guide Book ได้โพสต์เรื่องราวของบุคคลปริศนาชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ “Kokubun Rei” แอคเคาท์ @bV6eBJOQc7bUvgO ที่เปิดใช้งานเมื่อธันวาคม 2019 และพิมพ์แนะนำตัวสั้นๆ ว่า “ฉันมาจากปี 2058 ขอบคุณ.

      ขอฝากตัวด้วย”ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่แอคเคาท์ของ”เรย์”ได้ลงทวิตเกี่ยวกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่กลับกลายเป็นจริงในเวลาต่อมาเช่น เลยทำให้มีผู้ชมชาวเน็ท เข้าไปถามเขามากมายเกี่ยวกับอนาคตและกองบก.auto.co.th ก็ได้เป็นหนึ่งในผู้ติดตามทวีสเตอร์ของเรย์ โดยกองบก.ของเรายิงคำถามไปยังเรย์ว่าช่วยบอกเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์และนี่คือ คำถามและคำตอบที่auto.cp.th ได้รับ

      Nissan ยังคงเป็นแบรนด์ในยุโรปเท่านั้นแต่มาสด้า (Mazda).ซูบารุ(Subaru) และมิตซูบิชิ มอเตอร์( Mitsubishi Motors) ไม่รอดจากคลื่นไฟฟ้า

      คำถาม:เกิดอะไรขึ้นในอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์?

      คำตอบ:ทั้งหมดได้กลายเป็นยานพาหนะไฟฟ้าในปี 2058 (37ปีข้างหน้า)โตโยต้าและฮอนด้าเป็นรถยนต์ในประเทศ(หมายถึงประเทศญี่ปุ่น-Editor)เพียงค่ายเดียว เดียว (ที่รอดจากการเปลี่ยนแปลง-Editor.)
      -Nissan ยังคงเป็นแบรนด์ในยุโรปเท่านั้น แต่มาสด้า( Mazda).ซูบารุ(Subaru) และมิตซูบิชิ มอเตอร์( Mitsubishi Motors) ไม่รอดจากคลื่นไฟฟ้า
      ลงชื่อ- เรย์ โคคุบุน

      ซึ่งจากคำตอบที่น่าสนใจนี้คงได้ติดตามกันต่อไปว่าจะเกิดขึ้นและเป็นจริงอย่างที่เรย์ได้ทำนายไว้ไหม

      ล่าสุดนั้นเรย์บอกว่า เขาได้เวลากลับไปสู่อนาคตแล้วโดยอัพเดททวีสเตอร์สุดท้าย ปักหมุดไว้ 2 ทวีส โดยเรย์ เขาโพสต์ไว้ว่า

      กระทู้แรก

      -“วันนี้เป็นคืนที่สนุกสนาน เหลือเวลาอีกไม่ถึง 18 ชั่วโมงจนกว่าเราจะกลับมาอีก 13 ปี เราจะพบกันใหม่ ขอบคุณมากสำหรับการทำงานหนักของคุณจนถึงตอนนี้”

      กระทู้ที่ 2เมื่อ28 ก.ย.2021

      -นี่คือการโพสต์ ครั้งสุดท้าย ขอบคุณมาก.ฉันรับรองกับคุณว่าอนาคตของญี่ปุ่นนั้นสดใส หวังว่าทุกคนจะปลอดภัย!

      (This is the last message. thank you very much. I guarantee that Japan’s future is bright. Hope everyone is safe!)

      ปัจจุบันแอคเคาร์ทวีสเตอร์ของเรย์ยังไม่ถูกปิด แถมมีผู้ติดตาม ทวีสเตอร์ของเรย์ราว 447.9K

      Link: https://twitter.com/bV6eBJOQc7bUvgO

      ฮุนได บุกไทยปักฐานEV กำหนดเปิดตัว เม.ย66

      หลังจากฮุนได ขายรถในตลาดไทยมานานหลายปีผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ผัดเปลี่ยนกันกว่าสามทศวรรษล่าสุดฮุนได มอเตอร์ มีแผนจะเข้ามาลงทุนและทำตลาดเอง ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างการกระจายสินค้า การขายและการทำการตลาดเหมือนบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น อย่างโตโยต้า ฮอนด้า นิสสันหรือ บริษัทชั้นนำจากยุโรป

      แหล่งข่าวจากวงการรถยนต์ระบุกับ auto.co.th ว่า ฮุนไดมีแผนเข้ามาทำตลาดเองโดยมีแผนเปิดตัวในเดือนเมษายน2566นี้ หลังจากฮุนได มอเตอร์ ศึกษาแนวทางการทำตลาดเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งนี้ไทยถูกวางเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคและจะเน้นไปที่การสร้างฐานการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์BEv ในขณะที่แผนการผลิตรถกระบะพวงมาลัยขวาที่ศึกษาไว้นานเช่นกันถูกพักไว้ก่อน

      ฮุนได โมบิลิตี้

      แหล่งข่าวระบุว่า การจัดตั้งบริษัทเพื่อทำหน้าที่ดูแลการตลาดรายใหม่และดูแลการผลิต ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อ 2 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมามีทุนจะทะเบียน601 ล้านบาท สำนักงานตั้งอยู่ที่ 388 อาคารเอ็กซ์เชนจ์ ทาวเวอร์ ชั้นที่ 18 ยูนิต 1801, 1802, 1804 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีรายชื่อผู้บริหารและผู้ถือหุ้นสำคัญ 2 รายคือ นายแจ กยู ชอง และนายจุนโฮ ลี วัตถุประสงค์การจัดตั้งคือ ประกอบกิจการผลิต ประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ ค้าส่ง ปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ อะไหล่ ส่วนประกอบ อุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ทุกประเภท

      แหล่งข่าวระบุว่า ฮุนได มอเตอร์ ได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนี้มาตั้งแต่ปลายปี2565 ในงานมหกรรมยานยนต์ ที่เมืองทองธานีด้วยการนำเสนอไลน์อัพของBEv ฮุนได ครบทุกโปรดักซ์ซึ่งหมายถึงการปุฐานการรับรู้ในตลาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจากเกาหลี มีคุณสมบัติที่ดีพอในการแข่งขันในตลาดที่เติบโตอย่างประเทศไทย แม้ในงานโชว์ยังไม่มีการรับจองแต่ตลาดส่วนใหญ่ก็รับรู้ถึงความน่าสนใจของรถยนต์ฮุนได ที่ขับเคลื่นอด้วยระบบไฟฟ้า ในขณะที่ ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) ตัวแทนจำหน่ายก็ทำการเคลียร์สต็อครถที่เชื่อว่าขายช้า นั่นคือ ฮุนได เครต้า รถคอมแพ็ค เอสยูวี ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานแต่ ได้นำมาลดราคาลงอย่างมากผิดวิสัยของรถรุ่นใหม่ที่จะลดทีละแสนบาทส่วนรถอื่นๆ ที่ไม่ต้องเคลียสต็อคเพราะว่า รถเหล่านั้นมีแบคออเดอร์ ยาวนานมากอยู่แล้วจากปัญหาที่เกาหลีซัพพลายรถยนต์ไม่ทันความต้องการ

      ฮุนได ในประเทศไทย

      แบรนด์ฮุนได เริ่มเข้าสู่ตลาดประเทศไทยในปี 2534 โดยกลุ่มPNA โดยขณะนั้นรัฐบาลไทยได้มีการปรับโครงสร้างภาษีอุตสาหกรรมรถยนต์ครั้งใหญ่ เพื่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศด้วยกลยุทธ์ลดมาตรการกีดกันและการปกป้อง ทำให้รถนำเข้าสามารถเข้ามาแข่งในราคาที่ใกล้เคียงกับรถที่ประกอบในประเทศ เพดานภาษีรถนำเข้า ลดลงเปิดโอกาสให้ค่ายรถที่ไม่มีโรงงานประกอบในไทยส่งรถเข้ามาขายได้ ฮุนได ก็เป็นหนึ่งในค่ายรถที่ไม่มีฐานการผลิตจึงส่งรถสำเร็จรูป (CBU)เข้ามาให้ตัวแทนจำหน่ายคือ ยูไนเต็ดออโต้เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือ PNA เป็นผู้จัดจำหน่าย ซึ่งในระยะเวลาทำตลาด 5 ปี แบรนด์ฮุนไดก็สามารถครอบครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งสูงสุดเป็นอันดับ6 ผู้บริหารของฮุนไดในยุคนั้นคือ กิตติวุฒิ ศิริรัตนคุ้มวงศ์ และกิตติ มาไพศาลศิลป์ ต่อมาตลาดของฮุนไดต้องซบเซาลงตามลำดับ รถนำเข้าไม่สามารถทำราคาแข่งขันกับผู้ประกอบรถในประเทศอีกครั้งหนึ่ง ฮุนไดต้องถอนตัวไปจากการที่รัฐบาลไทย มีการปรับโครงสร้างรถยนต์ใหม่โดยเพิ่ม ภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปอีกครั้งประกอบกับ ฮุนได มอเตอร์ บริษัทแม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงของเอเซีย

      ฮุนไดยุคใหม่

      หลังจากหายไปจากตลาดพักใหญ่ ดีลเลอร์ที่เคยร่วมลงทุนทำโชว์รูมกับPNA ต้องทิ้งโชว์รูมให้ซบเซารกร้างอยู่พักใหญ่ บ้างก็ย้ายไปขายแบรนด์อื่นๆ รถยนต์ฮุนไดกลับมาตลาดไทยอีกครั้งด้วยโครงสร้างระบบการจัดจำหน่ายแบบเดิมคือ ตั้งตัวแทนจำหน่ายและยังคงเป็นรถที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูป(CBU) ซึ่งแน่นอนมีภาระภาษีที่สูง
      นักลงทุนด้านชิ้นส่วนฯ ชื่อ “เย็บ ซู ชวน” ชาวมาเลเซียเป็นผู้ร่วมทุนกับญี่ปุ่น ทำตลาด ภายใต้ชื่อ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ HMTh (ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549)
      ถือเป็นยุคใหม่ของแบรนด์รถยนต์ฮุนได แม้จะชื่อว่า ฮุนได มอเตอร์ ไทยแลนด์แต่โครงสร้างการถือหุ้นไม่มีฮุนได มอเตอร์เกาหลีถือหุ้นด้วย ฮุนได มอเตอร์ ไทยแลนด์เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง โซจิทซ์ คอร์ปอเรชัน ซึ่งเป็นบริษัทเทรดดิ้ง ของประเทศญี่ปุ่น กับ บริษัท อาปิโก้ไฮเทค จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ๋ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งอาปิโก้ เป็นของเย็บ ซู ชวน นั่นเอง เย็บ ซู ชวน คือเจ้าของโรงงานผู้ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ส่งให้โรงงานประกอบรถยนต์หลายๆ ค่าย และเป็นดีลเลอร์รถหลายยี่ห้อ อดีตแย็ปซูชวนคือ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฟอร์ด จากยุโรป แต่เพียงผู้เดียวในไทย ก่อนฟอร์ดมอเตอร์จะปรับโครงสร้างมาทำตลาดเอง

      HMTh เป็นผู้แทนจำหน่ายฮุนได อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในไทยภาย จนถึงเวลานี้ เป็นเวลา 17ปีที่รับผิดชอบดูแลการขาย การตลาด และการบริการหลังการขายของแบรนด์ฮุนได มาโดยตลอด ในปี2564 HMTh มีรายได้รวม 5,285ล้านบาท มีกำไร 499ล้านบาท

      สำหรับเส้นทางของฮุนไดยุคใหม่(HMTh) นั้นมีไทม์ไลน์ดังนี้
      2549: ก่อตั้งบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ทุนจดทะเบียน550ล้านบาท
      2550: เปิดตัว บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) สู่สาธารณะครั้งแรก และ และเปิดตัว รุ่น โซนาต้า คูเป้ และ ซานตาเฟ่ เพื่อจำหน่ายเป็นครั้งแรก
      2551: เปิดตัวรุ่น H-1 ซีรีส์
      2553: เปิดตัวรถ Grand Starex ซีรีส์ (ประกอบในประเทศอินโดนีเซีย)
      2556: เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนถนนวิภาวดี-รังสิต
      2557: เปิดตัว Elantra ซีรีส์ (รถประกอบในประเทศมาเลเซีย)
      2557: โชว์รูมฮุนไดเปิดครบ 25 แห่ง
      2559: เปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ H-1/Grand Starex MC16
      2559: ยอดขายสะสมเกิน 30,000 คัน
      2560: ครบรอบ 10 ปี บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
      2561: เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าฮุนไดคันแรกในไทย IONIQ electric
      2562: เปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ H-1/Grand Starex MC20 และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า KONA electric
      2563: เปิดตัวรถยนต์รุ่นลิมิเต็ด H-1 Impressive
      2564: เปิดตัวรุ่น STARIA และมีพื้นที่จัดแสดงรถฮุนได Hyundai City Station ที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์
      2565:เปิดตัวฮุนได เครต้า

      10 ปี “เทสลา”คันแรกบนถนนเมืองไทย

      เร็วๆนี้ การเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์”เทสลา”รถสัญชาติอเมริกันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนธ.ค.65ที่จะถึงนี้ ชื่อชั้นของเทสลาเป็นที่ยอมรับกันในระดับโลกและมีหลายคนตั้งตารอเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าค่ายนี้ แม้ในข้อเท็จจริงๆ “เทสลา มอเตอร์”ไม่เคยตั้งตัวแทนหรือจำหน่ายรถในตลาดไทย แต่รถเทสลาคันแรกนั้นเคยวิ่งอยู่บนถนนเมืองไทยเมื่อ 11 ปีมาแล้ว เราไปย้อนรอย “เทสลาคันแรก ที่ได้สัมผัสถนนเมืองไทยกัน

           วันที่ 17 -31 ส.ค. 2555 หรือ เมื่อ10ปีที่แล้ว อีตั้น อิมพอร์ตผู้นำเข้าอิสระรายใหญ่จองตลาดไทย ได้นำเข้ารถยนต์เทสลา รถไฟฟ้าคันแรกของตลาด และ จัดแสดงยนตรกรรมไฟฟ้าคันนี้ในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปี 2555  ณ ไบเทค  บางนา ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้คนเมืองไทยได้เห็นรถแบรนด์เทสลาตัวเป็นๆ และได้สร้างความน่าสนใจให้แก่ตลาดและวงวิชาการอย่างมาก

                ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปี 2555 ดังกล่าวนั้น มีกิจกรรมต่างๆเพื่อเพิ่มพูนความรู้และนิทรรศการเทิดพระเกียรติ แสดงพระอัจฉริยภาพ “  พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยและพระอัจฉริยภาพของ “ พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย “ มีการจัดกิจกรรมเพื่อเยาวชน ฝึกสมองทางความคิดสร้างจินตนาการที่หลากหลายกับกิจกรรมทั้งจากภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศกว่า 100 หน่วยงานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของTESLA รุ่น โรดเตอร์(ROADSTER) ถูกจัดแสดงไว้ในโซนที่ 1 ซึ่งโซนนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับนวัตกรรมเพื่อสังคมสีเขียว ( INNOVATION  FOR GREEN SOCIETY PAVILION )

      เทสล่าโรดเตอร์คือรถยนต์ไฟฟ้า 100 % คันแรกที่ถูกนำเข้ามาเพื่อจำหน่าย ณ.ช่วงเวลานั้น ซึ่งเมืองไทยยังไม่ตื่นตัวและแทบไม่มีใครรู้จักรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว

      TESLA  ROADSTER(ปี2011)  ที่อีตั้นนำเข้ามาขายเป็นรถแบบสปอร์ต 2 ที่นั่งใช้พลังงานไฟฟ้า 100 % เป็นเจนเนอเรชั่นที่3ของ ROADSTER ซึ่งในตลาดประเทศอังกฤษแหล่งที่มาของการนำเข้า เรียกว่ารุ่น Roadster 2.5 มีการปรับปรุงด้านการออกแบบและเทคโนโลยี รวมถึงแผงหน้าปัดด้านหน้าใหม่ ดิฟฟิวเซอร์ด้านหลัง ความสะดวกสบายของที่นั่ง การลดเสียง และระบบนำทางหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่เป็นอุปกรณ์เสริมพร้อมกล้องสำรอง เทคนิคการลดเสียงภายในห้องโดยสารที่ได้รับการปรับปรุง รวมถึงวัสดุซับบังโคลนหน้าแบบใหม่ทำให้ห้องโดยสารเงียบยิ่งขึ้น

      โดยได้รับการปรับปรุงระบบต่างๆ ต่อจาก ROADSTER สปอร์ตปี 2010 และรุ่น ROADSTER เจนเนอเรชั่น 1 ทั้งนี้

      เทสลาเริ่มผลิตROADSTER เวอร์ชั่นแรกปี2008 และเป็นการเปิดสายการผลิตรถยนต์ครั้งแรกของ แบรนด์เทสลาอีกด้วย สำหรับ Roadster 2.5 เปิดตัวสู่สาธารณชนในงาน 2010 Goodwood Festival of Speed

      สำหรับรถเทสลา ที่วิ่งบนถนนเมืองไทย ทั้งหมดจัดจำหน่ายของผู้นำเข้าอิสระ ซึ่งนำเข้ารถที่ผลิตเพื่อตลาดอังกฤษซึ่งเป็นรถพวงมาลัยขวาผ่านตัวแทนจากไต้หวันรถที่จำหน่ายโดยผู้นำเข้าเข้าอิสระเมื่อถึงเมืองไทยระบบของเทสลาจะตัดฟังก์ชั่นบางรายการออกอัตโนมัติเพื่อระงับการใช้งานระบบที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่นระบบขับเองอัตโนมัติเนื่องจากเทสลามอเตอร์ไม่ได้เป็นผู้จำหน่าย ในช่วงเวลานั้นการขายรถเทสลาของอิตัลค่อนข้างมีข้อจำกัด โดยเพฉพาะ การซ่อมบำรุงระบบเช่นการเข้าถึงข้อมูลเพื่ออัพเกรดเฟิร์มแวร์ ค่าใช้จ่ายในการเซอร์วิสค่อนข้างสูง เพราะต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่ส่งตรงมาจากไต้หวัน ทำให้ราคาของเทสลามีระดับราคาแพงนอกจากนี้บางครั้งถึงขั้นต้องนำเข้าช่างไต้หวันเข้ามาอบรมหรือทำการซ่อมบำรุงเอง ด้วยเป็นรถใหม่และมีเทคโนโลยีสูงทำให้ราคาแพง จำกัดกลุ่มลูกค้าเฉพาะผู้มีฐานะร่ำรวยและต้องการทดลองของใหม่ๆ เท่านั้นยอดขายของ เทสล่า โรดเตอร์จำหน่ายได้ไม่มากนักในเมืองไทย โดยอิตันจะนำเข้าเฉพาะผู้ที่สั่งซื้อไม่มีการสต็อคใดๆ

      เทสลา Roadster 2.5 เปิดตัวสู่สาธารณชนในงาน Goodwood Festival of Speed 2010

      มิตซูบิชิพร้อมส่งมอบความสุข ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2022

      จัดทัพยนตรกรรม ครบทุกรุ่นล้นเวที ชูโรงด้วยเอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ และมิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิลแค็บ แรลลี่อาร์ท

      กรุงเทพฯ – 6 กรกฎาคม 2565: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมครบทุกรุ่น นำโดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ที่งาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2022 ครั้งที่ 10

      นายเออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ มิตซูบิชิเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ลูกค้าทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นส่งมอบยานยนต์คุณภาพและการบริการที่เป็นเลิศให้แก่ลูกค้า พร้อมมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ ที่ยอดเยี่ยม

      มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยมและก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์แบบเอ็มพีวี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนส.ค. ปี 2561 โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ทุกรุ่นมียอดจำหน่ายสะสมรวมกันแล้วมากกว่า 48,000 คัน ถือเป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบและความทันสมัย พร้อมกันนี้ยังสามารถคว้ารางวัล ‘รถอเนกประสงค์แบบเอ็มพีวียอดเยี่ยม รุ่นเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,600 ซีซี’ เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน
      มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จึงถือเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวสมัยใหม่และผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ที่ครบครันด้วยความอเนกประสงค์ ความกว้างขวาง ความมั่นใจ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ตลอดจนประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมของรถครอสโอเวอร์สำหรับใช้ในเมือง

      มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ได้รับการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ที่ไม่ใช่เฉพาะแค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ภายในยังมีการปรับปรุง พร้อมติดตั้งเพิ่มเทคโนโลยีระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า จึงส่งผลให้รถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่นี้มีความโดดเด่น อรรถประโยชน์ สมรรถนะการขับขี่ และความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

      การยกระดับดีไซน์ภายนอกแบบ SUV

      • ด้านหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Advanced Dynamic Shield ที่บ่งบอกถึงพละกำลังและความมั่นใจ
      • ด้านหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมติดตั้งกันชนท้ายและแผ่นกันกระแทกแบบใหม่ ดีไซน์แบบ 3 มิติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
      • ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว ที่แสดงถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น
      • เหนือระดับยิ่งขึ้นขนาดตัวถังรถมีดีไซน์ขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง(ใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 95 มม.)
      • ด้วยความสูงจากพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 15 มม. จึงทำให้รถมีความสูงมากถึง 220 มม. ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่และพร้อมลุยทุกเส้นทาง

      ประณีตเหนือระดับด้วยดีไซน์ภายในใหม่

      • ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่แบบ Horizontal Axis เพื่อการจัดเรียงแผงควบคุมที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ให้สามารถใช้งานง่าย พร้อมช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น
      • พวงมาลัยดีไซน์ใหม่แบบ 3 ก้าน ทรงสปอร์ตและกระชับมือมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจขณะขับขี่ที่ทดสอบโดยลูกค้าชาวไทยจำนวนมาก
      • ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่แบบสีทูโทน สีน้ำตาล-ดำ หรูหรายิ่งขึ้นด้วยด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์คุณภาพสูงติดตั้งที่บริเวณคอนโซลหน้า ที่พักแขน และแผงประตูข้าง พร้อมด้วยเบาะหนังสังเคราะห์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติสะท้อนความร้อน (Heat Guard)
      • หน้าจอระบบสัมผัส รุ่นใหม่ ขนาด 9 นิ้ว สามารถรองรับการใช้งานแอปเปิล คาร์เพลย์และแอนดรอยด์ ออโต้
      • ระบบปรับอากาศตอนหน้าดีไซน์ใหม่แบบดิจิทัลพร้อมฟังก์ชัน Max Cool
      • ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่ สะดวกสบาย และสามารถบรรทุกสัมภาระได้อย่างหลากหลาย พร้อมกันนี้ยังติดตั้งที่วางขวดน้ำขนาด 600 มล. มากถึง 4 ขวดที่บริเวณด้านในของที่พักแขน และที่ใส่กระดาษทิชชูที่บริเวณฝาเปิดอีกด้วย
      • สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นด้วยช่อง USB 2 ช่องสำหรับเบาะแถวที่สอง แบบ Type-A และ Type-C พร้อมช่องจ่ายกระแส ไฟ DC ขนาด 12 โวลต์ ที่บริเวณคอนโซลหน้าและเบาะนั่งแถวที่สาม พร้อมติดตั้งเพิ่มที่วางแก้วน้ำบนที่พักแขนเบาะแถวที่สอง

      ระบบการขับขี่ที่นุ่มนวนและตอบสนองอย่างดีเยี่ยม

      • ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผันต่อเนื่องรุ่นใหม่ Eco-Dynamic CVT
      • เมื่อเหยียบคันเร่ง ระบบฯจะตอบสนองด้วยอัตราเร่งที่รวดเร็วและทรงพลัง พร้อมเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่
      • และเมื่อเหยียบคันเร่งเพียงเล็กน้อย ผู้ขับขี่จะสามารถสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลที่เป็นเอกลักษณ์ของระบบฯ ดังกล่าว รวมทั้งการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยความประหยัดและความเงียบ
      • ระบบเบรกมือควบคุมด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติพร้อมระบบ Brake Auto Hold
      • ระบบกันสะเทือนแบบใหม่ โดยที่ด้านหน้ามีการติดตั้งเหล็กกันโคลงและเหล็กค้ำหัวโช้คเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง และที่ด้านหลังมีการปรับเปลี่ยนขนาดของโช้คอัพให้มีขนาดที่ใหญ่ขั้น เพื่อช่วยเพิ่มความนุ่มนวนทุกการขับขี่
      • ภายในติดตั้งด้วยวัสดุซับเสียงคุณภาพเยี่ยมช่วยเพิ่มความเงียบสงบภายในห้องโดยสาร

        มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่

      ในงานดังกล่าว มิตซูบิชิยังได้จัดแสดง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ และมาพร้อมกับแนวคิด‘อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ’ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบ รถอเนกประสงค์ พร้อมด้วยมาตรฐานที่เหนือระดับด้วย ฟังก์ชันแบบรถอเนกประสงค์ อาทิ ความแข็งแกร่ง ความโดดเด่น และความสูงของตัวรถจากพื้น สะดวกสบายเหนือระดับ พร้อมภายในห้องโดยสารและห้องเก็บสัมภาระที่กว้างขวาง สามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งานที่หลากหลาย ครบครัน และให้ความสะดวกสบายระดับพรีเมียมแก่ผู้โดยสารทุกที่นั่ง

      มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ได้รับการปรับปรุงให้มีความโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ด้านหน้าแบบ ‘Dynamic Shield’ มาพร้อมกับกระจังหน้าสีดำเมทัลลิก ใหม่ ที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง ทรงพลัง และความทันสมัย พร้อมด้วยห้องโดยสารที่เงียบเพื่อช่วยเพิ่มสุทรียภาพในการขับขี่ให้แก่ลูกค้า เร้าใจยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วยกระจกหน้าขนาดใหญ่ และระยะห่างจากพื้นถนนถึงตัวรถที่สูงถึง 220 มม.

      มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัวคนรุ่นใหม่ ด้วยดีไซน์ภายในใหม่ พร้อมความประณีตและพิถีพิถัน ควบคู่ไปกับการขับขี่ที่นุ่มนวนและตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยมในทุกการเดินทาง พร้อมด้วยความประหยัด โดยความโดดเด่นทั้งหมดนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจาก มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ทั้งสิ้น

      นอกเหนือจากอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ติดตั้งเพิ่มให้แล้ว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ทั้ง 2 รุ่น ยังครบครันด้วยระบบความปลอดภัยทั้งการปกป้องและการป้องกันเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมุ่งสู่จุดหมายได้อย่างไร้ความกังวล ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

      โดยภายในงานฯ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้จัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ ครบทุกรุ่น อาทิ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี, มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต, มิตซูบิชิ ไทรทัน และรถยนต์รุ่นพิเศษ แรลลี่อาร์ท เอดิชั่น ที่มาพร้อมกับดีเอ็นเอแห่งชัยชนะอย่าง มิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่อาร์ท ดับเบิลแค็บ

      มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิลแค็บ แรลลี่อาร์ท
      สำหรับรถกระบะรุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นจาก มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิลแค็บ รุ่นตัวเตี้ย ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยว พร้อมยกระดับความสปอร์ตเพิ่มมากขึ้นจาก ไทรทัน แรลลี่อาร์ท รุ่นก่อนหน้านี้ ด้วยการติดตั้งแผ่นกันกระแทกที่กระบะท้ายพร้อมโลโก้ แรลลี่อาร์ท เหนือระดับยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสีดำ อาทิ กระจังหน้าพร้อมเส้นคาดสีแดง ชุดแต่งชายกันชนใหม่ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ภายในห้องโดยสารยังตกแต่งเพิ่มด้วยพรมปูพื้นรุ่นพิเศษ ขอบสีแดงพร้อมโลโก้ แรลลี่อาร์ท ที่เน้นย้ำถึงความพิเศษและความแตกต่างของรถยนต์รุ่นดังกล่าว

      ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิลแค็บ แรลลี่อาร์ท มีสีภายนอกแบบทูโทนให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว Solid White พร้อมหลังคาสีดำ และสีดำ Jet Black Mica ที่มาพร้อมกับชุดตกแต่งพิเศษสีดำ อาทิ กระจังหน้า ล้ออัลลอย กรอบกระจกมองข้าง มือเปิดประตูด้านนอก และมือเปิดกระบะท้าย ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและสร้างความแตกต่างจากรุ่นธรรมดาทั่วไป

      นอกจากการจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ แล้ว แฟนๆ นักแข่ง และลูกค้าทุกท่านยังสามารถเพลิดเพลินกับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ แรลลี่อาร์ท รวมทั้งโปรโมชั่นสุดพิเศษในการเลือกซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆได้ที่บูธ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถเป็นเจ้าของและสัมผัสกับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของรถยนต์ มิตซูบิชิ ได้ง่ายขึ้น

      ลูกค้าทุกท่านยังมั่นใจได้เมื่อซื้อรถยนต์มิตซูบิชิ ทุกรุ่น ด้วยบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมดูแลลูกค้าด้วยสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพด้วยอะไหล่แท้ และการบริการโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

      สำหรับลูกค้าผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A01) ได้ที่งาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2022 ครั้งที่ 10 ได้ตั้งแต่วันที่ 6-10 กรกฎาคม 2565 ที่ ฮอลล์ ใหม่ EH103–104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา หรือ ท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นต่างๆ สามารถสอบถามได้ที่เว็บไซต์ www.mitsubishi-motors.co.th หรือติดต่อ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ได้ทุกวันตลอด 24 ชม.

      34ค่ายรถ “ล่ม”ในไทย ทำไมพวกเขาไม่ได้ไปต่อ?

      เป็นที่ทราบกันดีกว่าก่อนที่พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดรถเมืองไทยจะเติบโตและเปิดกว้างแบบทุกวันนี้”ไทยแลนด์ มาร์เก็ต” คือ พื้นที่”ปราบเซียน”ของนักการตลาดและบรรดาค่ายรถทั่วโลก”แบรนด์ใหม่”หรือมือทำตลาดมือใหม่ไม่มีโอกาสแจ้งเกิด ด้วยรสนิยมแบบไทยๆวัฒนธรรมการบริโภคที่แตกต่างเงื่อนไขการเข้ามาผลิตรถของรัฐบาลกำแพงภาษีมันคือความยากลำบากในอดีต
      เอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนซื้อไทยซึ่งจงรักภักดีต่อแบรนด์ทำให้พวกเขาไม่เปิดใจสำหรับสินค้าหน้าใหม่รวมถึงภาวะเศรษฐกิจไทยมีขึ้นสุดและลงสุด ก่อให้เกิดผลกระทบแบบใหญ่หลวงเกิดขึ้นมากมายสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อ”แบรนด์รถ”ดังๆ เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เราบึนทึกเหตุการณ์ความเป็นไปของ แบรนด์รถ34แบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดไทยที่เคยทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์ไว้ให้เล่าขาน

      34 แบรนด์รถ"ล่ม"ในเมืองไทย


      ยี่ห้อ

      สาเหตุ
      Alfa Romeoไทรเพรสทีจ ในเครือPNA คือตัวแทนที่บริหารอัลฟ่า ล่าสุด PNA โชคไม่ดีนักพอจะขายรถได้ ภาษีนำเข้ารถก็เปลี่ยน ทำให้เสียเปรียบการแข่งขันทางด้านราคา ในขณะที่ตัวรถมีปัญหาทางเทคนิคและอะไหล่แพง
      Lanciaแลนเซียเป็นรถในเครือ"เฟียตกรุ๊ป"เช่นเดียวกับอัลฟ่าฯ แลนเซียนั้นชัดเจนในการหยุดทำตลาดรถพวงมาลัยขวาทั้งหมดเพราะนโยบายบริษัทแม่ หยุดพัฒนารถสำหรับตลาดพวงมาลัยขวา ในชื่อแลนเซียทั่วโลก
      Chryslerไครสเลอร์ มีเรื่องนราวยิ่งกว่า มหากาพย์ ตั้งแต่มาล็อบบี้ให้รัฐบาลไทย ออกภาษีเพื่อเปิดตลาดรถ จี๊ปเพื่อเจาะตลาดรถญี่ปุ่นแต่ ต่อมารัฐบาลปรับโครงงสร้างภาษีสรรพสามิต เปลี่ยนเงื่อนไขจน ไครสเลอร์ต้องประกอบในประเทศแต่ บริษัทแม่ก็ล้มละลายเสียก่อนที่จะเติบโต
      Citroenเคยอยู่ในไทยมายาวนานกับบริษัท หลังจากยนตรกิจแบ่งสมบัติ ก็เข้ามาอยู่ในการดูแลของ กลุ่มดีเอดี ยนตรกิจ (DAD Yontrakit) หรือบริษัท ไดเรคชันแนล ออโตโมบิลส์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ไม่ไม่ให้ความสำคัญตลาดไทย รถนำเข้ารถแพง แข่งขันไม่ได้ ยุติการจำหน่ายโดยผู้แทนในไทย
      Daihatsuรถยนต์ที่เคยโด่งดัง ในมือ PNA โดนพิกัดภาษีใหม่ รถเสียเปรียบคู่แข่ง ประกอบกับบริษัทแม่ ไดฮัทสุ ในเครือ TMCไม่มีนโยบายทำตลาดต่อในไทย
      Renaultเรโนลต์ (ประเทศไทย) โดยตระกูลบุญวิสุทธิ์ เจอมรสุมหลายด้าน ทั้งนโยบายภาษีรัฐบาลเปลี่ยน บริษัทแม่เล่นตัว เศรษฐกิจล่มสลายสุดท้ายไปไม่ได้ ปัจจัยหลักมาจากเมืองนอก
      Daewooแดวูรถเกาหลี ทำท่าจะดีแต่เจอพิษต้มยำกุ้ง บริษัทแม่ถูกควบรวมกิจการ ยกเลิกทำแบรนด์โดยบริษัทแม่
      Fiatครั้งสุดท้ายอยู่ในมือ PNA ปัญหาคุณภาพรถ กับนำเข้าต้องเสียภาษีสูง นโยบายบริษัทแม่ไม่สนับสนุน จบไปแบบเดียวกับ อัลฟ่าฯ รถดังที่ขายก่อนเลิกคือ ซิตี้คาร์ปุนโต
      HoldenในเครือPNA เช่นกัน โฮลเด้นยกเลิกทำแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยบริษัทแม่ ใช้แบรนด์เชฟโรเลตทำตลาดแทน แล้วก็บริษัทแม่ยกเลิกฐานการผลิตที่ออสเตรเลียพร้อมกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมยานยนต์ออสเตรเลีย
      Jeep*ตกอยู่ในอุปสรรคเดียวกับไครสเลอร์ ประเทศไทย เพราะภาษีสรรพสามิต ในประเทศเปลี่ยน-บริษัทแม่ล้มละลาย *ปัจจุบัน จี๊ป กลับมาทำตลาดไทยอีกรอบ
      Lotus*บริษัทแม่โดยมาเลเซียนั้นอ่อนแอ รถรุ่นเก่า ไม่มีการพัฒนาแข่งขันไม่ได้ ต้องนำเข้า แบบCBU ภาษีสูงต่อมาขายให้ทุนจีน *ปัจจุบันมีตัวแทนรายใหม่ในไทย
      BIZZARRINI ซูเพอร์คาร์ สัญชาติอีตาเลียน บิตซ์ซาร์รีนี เปิดตัวในไทย2008 รับจอง100 คันแต่ไม่มีรายงานการส่งมอบหลังจากนั้นบริษัทที่ประกอบ มีปัญหาทางด้านการเงินล้มเลิกโครงการ ไปไม่น่าจะทันได้ผลิตและขาย
      Mitsuokaมัสซูโอกะ โดยยนตรกิจ กรุ๊ป รถนำเข้าจากญี่ปุ่น รูปแบบรถแปลกๆ เพราะดัดแปลงจากรถอื่นๆ เลยไม่เป็นที่นิยมแถมราคาสูงแพงระยับ
      Opelจีเอ็มบริษัทแม่เปลี่ยนนโยบาย เข้ามาทำตลาดเอง พร้อมประกาศ เลิกทำแบรนด์OPEL ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ตัวสินค้าไม่ไ้ด้รับการพัฒนา แถมรถมีปัญหาทางด้านเทคนิคการใช้งาน อะไหล่แพง สุดท้ายพีเอ็นเอ ก็หย่ากับโอเปิล ซึ่งเที่ยวนั้นดูเหมือนพีเอ็นเอจะได้ ค่าชดเชยในฐานะถูกบอกเลิกสัญญาไปหลายบาทอยู่
      NAZA รถมาเลเซียโดยเครือยนตรกิจเช่นกัน NAZA เป็นรถเมียน้อยโปรตอน ขนาดโปรตอนยังไม่รอด NAZA ก็ไปในปัจจัยเดียวกัน คือ รูปแบบรถล้าสมัย เทคโนโลยีเก่า ไม่มีศูนย์บริการ ไม่มีอะไหล่สนับสนุน
      Skoda สโกด้ารถในเครือVW รถต้องนำเข้า CBU จากสาธารณะรัฐเช็ค สโกด้า อยู่ในการดูแลของเสี่ยเชียร แห่งยนตรกิจ เปิดขายมาหลายรุ่นแต่พอ รัฐปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้ารถCBU รอบใหม่ สโกด้าก็ทำราคาไม่ได้ ไม่มีรถขายยนตรกิจ สายเสี่ยเชียร..ก็บอกหยุดดีกว่า
      SeatรถCBU จากสเปน จัดจำหน่ายโดยยนตรกิจ ตอนนันวางในโชว์รูมแฟด คู่กับออดี้ เซียตรถสเปนโดนปัจจัยเดียวกับ Skoda เสียภาษีนำเข้าสูง จากนโยบายใหม่ของรัฐบาล ต้องหยุดทำตลาดไป
      Protonโปรตอนมาเลเซีย ทำตลาดโดยPNA บริษัทแม่อ่อนแอ –ฐานการเงินแข่งขันไม่ได้ รถราคาแพง ปัญหา อะไหล่ บริการ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ
      Chevroletบริษัทแม่มีนโยบายถอนตัวเพราะ หยุดผลิตรถเพื่อตลาดพวงมาลัยขวา (ปริมาณน้อย ตลาดเล็ก) ประกอบกับ บริษัทแม่มีปัญหาทางการเงิน เชฟโรเลตที่ประกอบในไทยคันสุดท้ายถูกส่งออกไปขายยังตะวันออกกลาง
      DFSK*DFSKในยุคแรก ทำท่าจะดีแต่ต่อมา เกิดปัญหาการบริหารภายในของตัวแทนจำหน่ายในไทย ปัญหาการเงินต่างๆ นาๆ จำต้องละทุกอย่างไป แต่ตอนนี้ มีตัวแทนเข้ามาทำตลาดอีกครั้ง โดยอยู่ในเครืออีวีฮาลิโคนิก และหันไปนำเข้ารถจากแหล่งผลิตที่อินโดนีเซีย
      Cheryความพยายามแรกของรถจากจีนค่ายแรกที่จะทำตลาดในไทยดูแลโดย ยนตรกิจ กับซีพี เณอรี่ในขณะนั้น เป็นเหมือนรถจีนทั่วไปคือ เป็นรถคุณภาพต่ำ สินค้าล้าสมัย คุณภาพผลิตและประกอบ ไม่เป็นที่ยอมรับ บริษัทแม่ที่จีนยังไม่สนใจทำตลาดต่างประเทศ เพราะในประเทศก็ผลิตไม่ทันขาย การสนับสนุนตลาดต่างประเทศ จึงไม่มีและรถน้ำเข้า เสียภาษีสูง ยนตรกิจพยายามหลายครั้งแต่สุดท้าย เฌอรี่ต้องบอกลาตลาดไทย ไปในเวลาไม่นานนัก
      Dongfang*มีข้อจำกัดในความหลากหลายของสินค้า ปัญหาบริหารภายใน เช่นเดียวกับ DFSK *ปัจจุบันกลับมาทำตลาดอีกครั้ง ด้วยบริษัทใหม่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ร่วมสมัยมากขึ้น
      POLARSUNในเครือยนตรกิจ เป็นรถตู้นำเข้าจากจีน คุณภาพสินค้ายังไม่สามารถแข่งกับรถตู้ญี่ปุ่นได้ เพราะรูปแบบและเทคโนโลยีล้าสมัย
      RELYกระบะ หัวตัดขนาดเล็กจากจีนคนไทยไม่นิยม แข่งขันไม่ได้ คุณภาพต่ำ
      Fotonโฟรตอน กระบะแบรนด์จีนรายแรกทำท่าจะดีเปิดตัวบุกตลาดไทยแต่ทว่าเขามาเร็วเกินไปช่วง เป็นช่วงที่คนไทยไม่ประทับใจรถแบรนด์จีน เพราะภาพลักษ์สินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ตัวแบรนด์FOTON ก็ยังไม่มีใครรู้จักแบรนด์ รถที่ทำออกมาเสนอในตลาดยังcopy toyota รุ่นแรกคือ TUNLAND DC
      มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่ยังไม่สุด อนาคตเลยไม่มั่นใจ FOTONมาทีใหม่ ไม่สามารถสร้าง เครือข่ายการจำหน่ายที่ดีได้ ต้องแบกทุนเยอะ ตอนหลังเลยมีปัญหาการจัดการ
      ROVERเปิดตัวครั้งแรกก.พ.2538 จำหน่ายโดยไทยอัลติเมทคาร์(ในเครือTR) มีจำหน่ายแค่2 รุ่นคือ ROVER 623GSi และ Rover 800 แบรนด์นี้ใช้แพทฟอร์มของเก๋งHonda จบลงด้วยบริษัทแม่ล่มสลาย (ตอนหลังฟอร์ดซื้อไปและขายต่อๆ ไปอีกหลายราย)ส่วนในไทย ไทยรุ่งฯก็เจอภาษีนำเข้า สูงขึ้นตาม นโยบายภาษีของรัฐบาลขณะนั้น ทำให้รถนำเข้ามีราคาแพง ขายไม่ได้ก็เลิกในที่สุด
      DATSANในสหรัฐอเมริกาในปี 1984อยู่ๆ ค่ายดัทสัน (ขณะนั้นเริ่มมีชื่อNissanแล้ว) ก็บอกว่า Nissan "ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ Datsun เป็น Nissan ทั้งหมดแม้ว่า ดัทสันจะเป็นแบรนด์ แฟลกซ์ชิปในตลาดสหรัฐฯ โดยเริ่มใช้ชื่อนิสสันและเปลี่ยนทั่วโลก ปี 1986 ดัทสันเมืองไทยก็พลอยต้องเปลี่ยนไปด้วย แล้วดัทสันก็เงียบไปกว่า 30 ปีจนกระทั้่ง Carlos Ghosn ซีอีโอคนดังของ Nissan ลุกมาบอกว่า Datsun กำลังจะกลับมาโดยทำเป็นแบรนด์รถยนต์ราคาประหยัดในตลาดเกิดใหม่และเริ่มเปิดตัวในเดลี ประเทศอินเดียด้วยรุ่นDatsun Go ซึ่งก็ไม่ค่อยสำเร็จอะไรมากนัก สรุปคือ- บริษัทแม่เปลี่ยนเป็นแบรนด์ มันก็เลยหายไป
      SAABรถCBU คุณภาพเยี่ยมจากสวีเดนแต่ไปไม่ถึงฝั่งในไทยแม้จะได้พาร์ทเนอร์เงินหนาอย่าง ออโต้เทคนิค ในเครือตรีเพชรอีซูซู เพราะ ปัญหาการเงินของบริษัทแม่และภาษีนำเข้าของไทยเปลี่ยน ทำให้รถแพงแข่งขันไม่ได้ ต่อมาสวีเดนตัดขายให้จีนไป
      Spykerซูเปอร์คาร์เจ้าสำอางแต่แพงระยับ ไปไม่รอดเช่นกันเพราะการพัฒนารถช้ากว่าคู่แข่ง แถมการตลาดในไทยไม่เก่ง รูปแบบรถโบราณบุญเก่ากินไม่ได้
      RUFคนแทนจะจำไม่ได้ว่ามันคืออะไร RUFคือแบรนด์หนึ่งของรถสปอร์ต คาร์ เยอรมัน สร้างจากฟอร์แพลนของ คาเรร่า911 จำหน่ายโดย รอยัลมอเตอร์ (ประเทศไทย) ปัจจัยทางด้านราคา ทำให้RUF ไปไม่ได้มากกว่าคุณภาพ
      VWVW ไม่่มีตัวแทนในไทยแม้ปัจจุบันปี65ก็ยังไม่มี รถเก๋งPassenger car ของ VW เคยโลดแล่นในไทย ในนามเยอรมันออโต้เวิร์ค (ยนตรกิจ) สาเหตุการถอนตัวของVWเกิดจากโครงสร้างภาษีเปลี่ยน แม้ยนตรกิจจะทำการประกอบCKDในไทยในช่วงแรกพร้อมเจรจาหาทางร่วมมือ กับVW AG แต่ไม่สำเร็จ ยนตรกิจ จึงแยกทางทางกัน VWพุ่งเป้าไปจีนและหยุดตลาดไทย สำหรับรถVWที่จำหน่ายในไทยในเวลานี้ ผู้จำหน่ายมีลิขสิทธิ์เฉพาะรถcommercial carเท่านั้น หมายเหตุ: เคยมีรายงานว่าค่าย AAS ทำการเจรจา เพื่อขอเปิดตลาด เก๋งของVW แต่ จนขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป
      HUMMERรถในเครือGM ถือสิขสิทธิ์การจำหน่ายพวงมาลัยขวาโดยเบนซ์ศรีนครินทร์ ปัญหาเรื่อง การผลิตจากโรงงานพวงมาลัยขวา ซัพพลายรถไม่ต่อเนื่องผู้แทนเลยหันไปนำเข้ารถเกรย์มาร์เก็ต จากอังกฤษ ต่อมา ภาษีนำเข้าเปลี่ยน ทำให้รถมีราคาสูง ประกอบกับบริษัทแม่ในขณะนั้นมีปัญหาการเงิน ฮัมเมอร์เลยค่อยๆ หายไปจากตลาด อย่างน่าเสียดาย
      TESLAค่ายนี้ไม่ทันขายก็ล่มแล้ว -9 พ.ย.58 บริษัท เทสลา ออโตโมทีฟ จำกัด อ้างว่าได้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเทสลาในเมืองไทยและ จัดแถลงข่าวแนะนำ พันธมิตรและเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการที่โรงแรมเอ็มโพเรียม สวีท บาย ชาเทรียม มีแผนโชว์รถครั้งแรก ในมหกรรมยานยนต์ 2015 ที่เมืองทองธานี แต่สุดท้ายจบลงด้วยการโพสต์ผ่านFB ของผู้บริหารว่า บริษัทติดปัญหาลิขสิทธิ์ บางประการ ขอเลื่อนการเข้างาน ข้อเท็จจริง คือว่า หากคุณเข้างาน โชว์ ในฐานะ"แบรนด์" ต้องโชว์เอกสารการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการซึ่ง เทสลา ออโตโมทีฟ ไม่สามารถหามาได้ ทุกอย่างก็เอวัง (ปัจจุบันรถTESLA ที่จำหน่ายในตลาดล้วนเป็นรถเกรย์มาร์เก็ต ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และหากพูดถึง คนแรกที่นำเข้าTESLA มาขาย ต้องบันทึกไว้ว่าอิตัล อิมพอร์ต นำเข้าเป็นเจ้าแรก) ปัจจุบัน 2566 เทสล่า กลับมาไทยอีกครั้งด้วยการทำการตลาดตรงจาก บริษัทแม่
      JOYLONG"จอยลอง"ผู้ผลิตรถตู้ และมินิบัสจากหยางโจว ในไทยเคยนำเข้ารถรุ่น A-series ซึ่งหน้าตาcopy โตโยต้า คอมมิวเตอร์ มาทุกกระเบียดนิ้ว ชื่อชั้นของรถจีนแบรนด์นี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก ทำให้ความน่าเชื่อถือน้อย ประกอบกับไม่มีการพัฒนาเครือข่ายและศูนย์บริการอย่างชัดเจน ทำให้ค่อยๆ เฟดไปจากตลาด ทุกวันนี้คนซื้อต้องเอาบอดี้ มาปั้นเอง ดัดแปลงโดยใช้อะไหล่Totota

      *กลับมาทำตลาดอีกครั้ง โดยตัวแทนจำหน่ายรายใหม่

      สรุป เหตุและผลสำหรับผู้ที่ไม่ได้ไปต่อ


      1.นโยบายภาษีเปลี่ยน :ช่วงปี 2534 เมื่อรัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุนประกาศลดภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป(CBU) ทำให้รถที่ไม่เคยมีโอกาสขายในไทยต่างพาเลช การเข้ามาในตลาด แต่หลังจากนั้นมีการปรับภาษีนำเข้าสูงขึ้น ทำให้รถที่ประกอบในประเทศได้เปรียบทางด้านภาษีและรถที่นำเข้า ต้องถอนตัวไป
      2.การเปลี่ยนนโยบายของแบรนด์ ต่างประเทศ :เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รถบางยี่ห้อต้องถอนออกไปจากตลาดไทย

      4.ภาวะเศรษฐกิจ:วิกฤตเศรษฐกิจโดยเฉพาะเหตุการต้มยำกุ้งในอดีต ที่กระทบไปทั่วโลกทำให้บริษัทต่างๆ ต้องปรับโครงสร้างและมีผลต่อแบรนด์ในหลายๆ ตลาด
      5.ขนาดตลาดไทยเล็กบริษัทแม่ไม่ซัพพอร์ต : การได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่อย่างจริงจังเช่น ซัพพลายรถรุ่นใหม่ การกำหนดเงื่อนไขราคา เงื่อนไขการซื้อ อะไหล่ ชิ้นส่วนหรือแม้แต่รุ่นที่เป็นที่นิยมในไทย แต่หากเมืองนอกไม่ให้ความสำคัญ ส่งรถไม่ตรงรุ่นบ้าง ไม่ลดราคาอะไหล่บ้างล้วนเป็นสาเหตุทำให้แบรนด์เหล่านั้นแข่งขันไม่ได้ในตลาดไทย
      6.คุณภาพสินค้า :บางแบรนด์ยังมีคุณภาพไม่ดี เทียบกับรถคู่แข่งที่อยู่ในตลาดทำให้ตลาดไม่นิยม
      7.การรับรู้แบรนด์:ความอ่อนแอของรถหน้าใหม่คือปัญหาเพราะตลาดไม่รู้จัก ไม่เคยใช้ไม่มีราคาขายต่อ ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ
      8.การบริหารภายใน:หลายแบรนด์ที่ต้องล่มไปเพราะปัญหาการบริหารจัดการภายใน เรื่องหุ้นส่วน การเงิน และเงินทุนทำให้ไม่สามารถแจ้งเกิดได้

      มัดรวมข้อเสนอแคมเปญ บางกอก มอเตอร์โชว์ 2022

       คุ้มก่อนใคร ไม่ต้องรอถึง มอเตอร์โชว์

      ซูซูกิ


      แคมเปญพิเศษ “SUZUKI SUPER SURPRISE DEAL”

      บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดแคมเปญพิเศษ “SUZUKI SUPER SURPRISE DEAL” โดยลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษ

      ● รถยนต์ซูซูกิรุ่น SWIFT ขับฟรี 120 วัน หรือโปรแกรมช่วยผ่อนค่างวดรถ 10 เดือน เดือนละ 4,000 บาท เฉพาะสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการ

      ● พร้อมรับบัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 3,000 บาท สำหรับรถยนต์ซูซูกิรุ่น SWIFT, และ CIAZ

      ● ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่าสูงสุด 50,000 บาท (เฉพาะรุ่นที่กำหนด)

      ● ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นานถึง 48 เดือน (เฉพาะรุ่นที่กำหนด)

      ● อีโคคาร์ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,999 บาท (สำหรับรถยนต์ซูซูกิรุ่น CELERIO GA M/T)

      ● ฟรี ประกันภัยชั้น 1 ปีแรก

      ● ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี (สำหรับรถยนต์ซูซูกิรุ่น SWIFT, CIAZ, CELERIO, XL7 และ ERTIGA)

      ซึ่งสิทธิพิเศษดังกล่าว จะมอบให้เฉพาะลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2565 โดยข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ต้องเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ


      เปอโยต์

      เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล ออกข้ออเสนอเดียวกับ มอเตอร์โชว์ 3-9 มี.ค. ที่ เอสบี ราชพฤกษ์ และ 5-11 มี.ค. ที่ เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์

      เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทยมอบข้อเสนอเดียวกับ มอเตอร์โชว์ ทั้งแคมเปญผ่อนสบาย, บัตรกำนัล และของขวัญแบบจัดเต็ม ระหว่างวันที่ 3-9 มีนาคม ที่ เอสบี ราชพฤกษ์ และ 5-11 มีนาคม ที่เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ หรือรับข้อเสนอพิเศษ ที่โชว์รูม เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล ทุกสาขา

      ++ คุ้มก่อนใคร ไม่ต้องรอถึง มอเตอร์โชว์ กับ เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล

      เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล เอาใจผู้ชื่นชอบยนตรกรรมฝรั่งเศส จัดกิจกรรมสุดฮอตรับซัมเมอร์ จัดแสดงรถยนต์ครบทุกรุ่น ทั้ง 2008, 3008 และ 5008 7 ที่นั่ง มาพร้อมหลากหลายข้อเสนอพิเศษแบบเดียวกับ มอเตอร์โชว์

      • PEUGEOT 2008 ผ่อนเริ่มต้น 9,620 บาท/เดือน*
      • PEUGEOT 3008 ผ่อนเริ่มต้น 13,086 บาท/เดือน*
      • PEUGEOT 5008 ผ่อนเริ่มต้น 14,550 บาท/เดือน*
      • PEUGEOT VALUE CARE PACKAGE 4 ระยะ 2 ปี หรือ 40,000 กม.*
      • รับ Gift Voucher Ceramic Coating มูลค่า 2,000 บาท*
      • GIFT SET PEUGEOT PREMIUM (จำนวนจำกัด)*

      นอกจากนั้น เพียงทดลองขับ รับฟรี! สเปรย์แอลกอฮอล SPECIAL EDITION                              

      ปัจจุบัน เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล มี 5 สาขาในกรุงเทพฯ คือ เยาวราช, สุขุมวิท, เกษตร-นวมินทร์, สยามพารากอน และวงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์ รวมถึง 3 สาขาต่างจังหวัด คือ หาดใหญ่, ภูเก็ต และอุบลราชธานี

      สอบถามข้อมูลติดต่อ เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล โทร. 02-022-1900


      นิสสัน

      ข้อเสนอพิเศษและโปรโมชันในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม จนถึงวันที่ 30 เมษยน พ.ศ. 2565

      ข้อเสนอพิเศษและโปรโมชันสำหรับ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ (รุ่น E, V, VL)* ได้แก่:

      · อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% (เงินดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 84 เดือน)

      · ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี

      · ฟรี กิจกรรมพิเศษ ‘Thrilling drive’ หากลูกค้าไม่พึงพอใจ สามารถคืนรถได้ภายใน 30 วัน

      · ยืนยันความเป็นผู้นำเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยแพ็กเกจ “ขับสบายหายห่วง”

      o ฟรี รับประกันระบบ e-POWER 5 ปี/100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน)

      o ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง

      o ฟรี โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี

      o ฟรี Roadside Service Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร)

      o ฟรี SAVE SAFE Platinum Package (5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร)

      นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่
      รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ความบันเทิง และความหรูหราที่เหนือระดับ พร้อมเดินทางสู่ทุกจุดหมายปลายทางแบบไร้ขีดจำกัด มาพร้อมข้อเสนอ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.39% ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี และขับฟรี 90 วัน*

      นิสสัน นาวารา

      กระบะกล้าเพื่อคนแกร่ง เต็มสมรรถนะของการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ ดีเซล 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ มั่นใจตลอดการใช้งาน แข็งแกร่งทนทานทุกการใช้งานบรรทุกหนัก พร้อมดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น และ Nissan Safety Shield 360° เทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ ดาวน์เริ่มต้น 15,900 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้น 5,999 บาท (เงินดาวน์ 25% ผ่อน 84 เดือน) สำหรับรุ่น คิงแค็บ, ขณะที่ รุ่น คิงแค็บ คาลิเบอร์ V MT ราคาพิเศษ 699,000 บาท และรุ่น ดับเบิ้ลแค็บ คาลิเบอร์ V MT ราคาพิเศษ 799,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และขับฟรี 90 วัน*

      นิสสัน อัลเมร่า สปอร์ตเทค (รุ่น V, VL)
      ข้อเสนอพิเศษ นิสสันช่วยผ่อน 4 งวด 3,4000 บาท หรือ ดอกเบี้ย 0.99% (เงินดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน) และฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง

      นิสสัน โน๊ต
      เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% (เงินดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน) ดาวน์เริ่มต้น 9,900 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,900 บาท พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี รวมถึงข้อเสนออื่น ๆ เช่น ฟรี SAVE SAFE Platinum Package (5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร) มูลค่า 18,233 บาท

      นิสสัน มาร์ช
      เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% (เงินดาวน์ 15%, ผ่อนนาน 60 เดือน) หรือผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,750 บาท พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี ลูกค้าสามารถเลือกข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ ได้ เช่น ฟรี ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Utility Package มูลค่า 4,120 บาท

      นิสสัน ลีฟ
      ราคาพิเศษ 1,499,000 บาท ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี ฟรี เครื่อง Wallbox EV Charger รวมค่าติดตั้งมูลค่า 77,000 บาท ฟรี รับประกันระบบไฟฟ้า 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ฟรี โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี และฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี (Premium Roadside Assistance)

      ลูกค้าปัจจุบันทุกท่านยังสามารถรับสิทธิประโยชน์จากข้อเสนอโปรโมชันอื่น ๆ ได้อีกมากมาย อาทิ ฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ SAVE SAFE Gold Package ครอบคลุมการเช็กระยะ 6 ครั้งฟรี 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร (ยกเว้น นิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ และ นิสสัน โน๊ต) พร้อมส่วนลดเพิ่มเติม 10,000 บาท สำหรับนิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ และส่วนลดเพิ่มเติม 5,000 บาท สำหรับนิสสัน โน๊ต

      ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชม ทดลองขับ และสั่งจองรถยนต์นิสสันที่ชื่นชอบได้ทุกรุ่น ที่ผู้จำหน่ายนิสสันที่ใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nissan Call Center หมายเลข 02 401 9600 หรือที่เว็บไซต์ นิสสัน ประเทศไทย

      อีซูซุ ออสเตรเลียสั่งด่วน หยุดขาย1.9 SX single cab-chassis ดีเซล หลังพบปัญหา เซ็นเซอร์เครื่องยนต์

      อีซูซุ ยูทีอี ออสเตรเลีย (IUA) สั่งหยุดขายรถกระบะอีซูซุ D-MAX 1.9 ลิตร หลังพบความผิดปกติ ในเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ใน D-MAX

      whichcar.com.au สื่อออนไลน์และสำหนักข่าวอีกหลายแหล่งของออสเตรเลีย รายงานว่า ตัวแทนจำหน่าย Isuzu Ute ทั่วประเทศออสเตรเลียได้รับแจ้งว่ อีซูซุ ออสเตรเลีย( Isuzu Ute Australia (IUA)) ได้ออกคำสั่งหยุดการขายทันทีสำหรับใหม่ 2022 Isuzu D-MAX SX single cab-chassis 4×2 1.9 ute หลังจากการพบเซ็นเซอร์เครื่องยนต์ที่ผิดพลาด อย่างไรก็ตามความผิดพลาดและระยะเวลาทั้งหมด ของการหยุดขาย ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก

      2022 Isuzu D-MAX SX single cab-chassis 4×2 1.9 ute

      ในแถลงการณ์ที่ออกให้ฝ่ายขายรถยนต์ โฆษกของอีซูซุ ออสเตรเลีย กล่าวขอบคุณลูกค้าที่อดทนรอ ในขณะที่ปัญหาได้รับการแก้ไขและสัญญาว่าจะทำการอัปเดตโดยเร็วที่สุด

      “IUA ได้ระบุความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเซ็นเซอร์เครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งที่ติดตั้งกับเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 1.9 ลิตรใน D-MAX SX Single Cab Chassis 4×2”

      “ ในขณะที่กำลังรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม IUA ได้ตัดสินใจหยุดการขายและการส่งมอบเครื่องยนต์รุ่น 1.9 ลิตรชั่วคราว เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

      “โปรดวางใจว่า IUA ยังคงมุ่งมั่นที่จะจัดลำดับความสำคัญของการส่งมอบคำสั่งซื้อรถยนต์และจะอัปเดตต่อไปเมื่อเราได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์”

      Isuzu Ute Australia ได้แนะนำให้ตัวแทนจำหน่ายหยุดการส่งมอบ D-Max utes ด้วยดีเซลเทอร์โบ 1.9 ลิตร ใหม่ อย่างไรก็ตามสำหรับตอนนี้ Mazda BT-50 แฝดที่มีเครื่องยนต์เดียวกันจะไม่ได้รับผลกระทบ

      มนต์”JEEP จอมลุย”ก่อนถึงมือเสี่ยจุ๋ยMGC Asia

      แบรนด์อเมริกันที่คุ้นหูคุ้นตาเมืองไทยกันเป็นอย่างดี ไม่มีใครไม่รู้จัก จี๊ป (JEEP)เรื่องราวของรถจอมลุยค่ายนี้น่าสนใจตั้งแต่อดีต เพราะประวัติศาสต์ของแบรนด์”ยาวนานมากแต่หากมองย้อนกลับไป Jeep เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ไม่นิ่งเพราะเปลี่ยนเจ้าของบ่อย ทั้งเมืองนอกและเมืองไทย
      ประวัติศาสตร์ของจี๊ป(Jeep) ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ล่าสุดในไทยคือกำลังมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอีกวาระหนึ่ง ซึ่งเป็นการตั้ง ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ก่อนหน้านี้ในเมืองไทยค่ายที่อ้างว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ คือTNP

      เชโรกี หนึ่งในตำนานจี๊ปยุคใหม่เมืองไทย หลังปี2534รัฐบาลอเมริกันต้องการให้อุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐมีบทบาทในไทย มีความร่วมมือกับไครเลอร์เพื่อเปิดตลาดทำให้ไทยต้องปรับภาษีเพื่อเปิดทางให้ Jeep เขาสู่ตลาดด้วยข้อได้เปรียบทางด้านภาษี ผ่านรถที่เรียกว่ารถPPVเป็นครังแรก

      ในช่วง4ปีที่ผ่านมามีการอ้างสิทธิ์การจัดจำหน่ายJEEPในไทยถึง3 กลุ่มด้วยกัน

      เบลฟอร์ตฯมาครับ
      แบรนด์จี๊ป กำลังเข้าสู่อ้อมอกการดูแลของ กลุ่มบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์พรีเมี่ยมและซูเปอร์ ลักชัวรี่อย่าง MGC Asia (Millennium Group Corporation (Asia) Co.,Ltd.)มีเสี่ยจุ๋ย มิลเลนเนียม หรือ “สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด เป็นคนกุมบังเหียญ

      จี๊ป แกรนด์โชโรกี เป็นโปรดักซ์ที่2ของไครสเลอร์ในไทยที่สร้างยอดขายได้จำนวนมากต่อจากเชโรกี

      จดหมายเชิญจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเบลฟอร์ต แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เปอโยต์ ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมเป็นเกียรติในการแต่งตั้งผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Jeep Thailand งานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 28 ก.พ.65 เวลา 14:00 น. ณ ‘ปาร์คนายเลิศ เฮอริเทจ โฮม’ ถนนวิทยุ กรุงเทพฯซึ่งก็ชัดเจนว่า “เบลฟอร์ต” ได้รับการจัดตั้งจากบริษัทแม่ของจี๊ปแล้วจึงได้จัดแถลงข่าวขึ้นในขณะที่ ผู้แทนจำหน่ายที่อ้างสิทธิ์รายเดิม อย่าง P&S และค่าย TNP บริษัทที่มีฐานการทำตลาดรถจากผู้นำเข้าอิสระ ที่เคยเปิดตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ”ตัวแทนจำหน่าย”Jeep” โดยเฉพาะการประกาศทำตลาดไทยเมื่อปี2021 ก่อนจะนำรถยนต์JEEP ครบทุกโปรดักซ์ไลน์อัพเข้าร่วมงาน Bangkok International Motor Showครั้งที่ 42อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

      มี.ค.2564 TNP Jeep Specialist ผู้ได้รับสิทธิ์นำเข้า JEEP อย่างเป็นทางการ รายเดียวในประเทศไทย และสิทธิ์จาก JEEP Global ในการเปิดตัว JEEP รุ่นใหม่ล่าสุด
      ได้เข้าร่วมแสดงรถยนต์ในงาน Motor Show Thailand  


      สำหรับจี๊ปก่อนลงเอยกับ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย)บริษัทในเครือMGC Asia เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ อย่างเป็นทางการจากกลุ่ม PSA ฝรั่งเศษ ก็มีรายงานถึงการอ้างสิทธิ์การขายกัน3 กลุ่มด้วยกันคือ BRG ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถยนต์อิสระที่เคยออกมาประกาศว่าเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายรถยนต์จี๊ปในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป เมื่อปลายปี 2562 พร้อมกับการจัดแสดงรถยนต์จี๊ปในงานดังกล่าว แต่หลังจากหมดงานดังกล่าว BRGก็เก็บความเคลื่อนไหว ไม่มีการสานต่อแบรนด์จี๊ปแต่อย่างใด แน่นอนว่าจี๊ปกับค่ายนี้คงไม่ได้มีข้อตกลงใดๆ ในตลาดไทยอย่างแน่นอน

      หน้าเว็บของP&S ซึ่งแสดงความสัมพันธ์กับJeep โดยระบุการเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ(Authorized Dealer) (ม.ค.65)

      แต่อีก2 เจ้าที่อ้างสิทธิ์และยังคงมีรถขายในตลาดมาจนถึงปัจจุบัน คงต้องไปดูในรายละเอียดว่า แบรนด์จี๊ปอย่างเป็นทางการกำลังจะได้รับการแต่งตั้งพวกเขาอยู่ในสถานะใด

      TNP จากเกรย์มาเก็ตสู่ตัวแทนจี๊ป
      การถูกอ้างสิทธิ์การจัดจำหน่ายแบรนด์จี๊ปสำหรับ ค่ายTNP เคยมีรายงานการให้สัมภาษณ์ของตนุภัทร เลิศทวีวิทย์” ผู้บริหาร TNP กับ”ผู้จัดการมอเตอร์ริ่ง” ระบุว่า TNP ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทแม่ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จี๊ป อย่างเป็นทางการในประเทศไทย สามารถสั่งรถตามความต้องการของลูกค้าพร้อมทั้งให้บริการหลังการขายและเคลมอะไหล่ในการรับประกันตามมาตรฐานได้โดยทางกลุ่มได้เริ่มขายรถยนต์จี๊ปในประเทศไทยมานานกว่า 9 ปีแล้ว ปัจจุบันในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการองTNPยังคงมีการจำหน่ายจี๊ป และมีราคาที่ชัดเจนอย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าความสำคัญของจี๊ป จะลดสถานะเป็นเหมือนสินค้าหนึ่งในรถนำเข้าของTNPไม่ได้เป็นLeadเหมิอนอดีตที่ผ่านมาเพราะว่า TPN นำเสนอเป็นแบบเกรย์มาเก็ตทั่วไปคือเพียงรถนำเข้า เช่นเดียวกับ เบนทลีย์ ออดี้ อัลฟาร์ด

      ปี2020 ค่ายP&S ได้รับการแต่งตั้งจาก DAS Ganeral Motorในฐานะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

      หนังสือรับรองการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายของP&S แสดงไว้ที่หน้า www.jeep-ps.com


      P&S น้องใหม่มาเร็วไปเร็ว

      P&S Jeep ผู้นำเข้ารถ Jeep® อย่างเป็นทางการเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทย เราคือศูนย์บริการ Jeep® Official Dealer
      ที่ได้เซ็นต์สัญญา Dealer Agreement Contact และเป็นบริษัทเดียวที่มี Access ตรงกับบริษัทแม่ที่อเมริกาทำให้ลูกค้าที่ซื้อรถ Jeep® กับเราทุกคันจะได้รับความมั่นใจ 100% กับบริการ Aftersales Services ที่ได้มาตรฐาน 5 Stars Global Standard
      บนพื้นที่ให้บริการกว่า 8 ไร่ “นี่คือสารที่P&Sสื่อสารกับลูกค้าจี๊ปตลอด2ปีที่ผ่านมาในฐานะตัวแทนจำหน่าย
      P&S ในฐานะ ตัวแทนจำหน่ายจี๊ปอย่างเป็นทางการซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก DAS Ganeral Motor เมื่อปี2020 P&S มีฐานธรุกิจมาจากผู้นำเข้าตู้เซฟรายใหญ่ของไทย การเปิดตลาดของP&Sทำให้แฟนจี๊ปมีความคึกคักขึ้นเพราะ เชื่อว่าจากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งลูกค้าน่าจะได้รับการดูแล เป็นอย่างดีแต่ก็มีระยะเวลาสั้นไม่ถึง 2 ปี และหลัง ประกาศตั้งตัวแทนรายใหม่อย่างเบลฟอร์ต ออโตโมบิล P&S ก็ยังไม่มีท่าทีใดๆ ถึงอนาคตและบทบาทของP&S ต่อสินค้าจี๊ป

      ทำไมต้องเบลฟอร์ต ออโตโมบิล

      การได้เป็นตัวแทนจำหน่ายจี๊ปของเบลฟอร์ต ออโตโมบิล นั้นมีปัจจัยหลักๆ มาจากการที่เบลฟอร์ต ออโตโมบิลเป็นตัวแทนจำหน่ายรถของ Stellantis ซึ่งหากย้อนเส้นทางความเป็นเจ้าของแบรนด์จี๊ป มีประวัติศาสต์การเปลี่ยนมือหลายเจ้าของ เช่น เจนเนรัล มอเตอร์​ในยุคแรกๆ ต่อจากจี๊ปหลังสงคราม จากนั้นจี๊ปอยู่ในมือ ไครสเลอร์ คอร์ปอเรชั่น (ยุคที่เข้ามาประกอบในไทย) จากนั้นก็เกิดปัญหาทางไครสเลอร์ และถอนตัวออกไปจากเมืองไทย ต่อมาไครสเลอร์ได้ควบรวมกิจการกับเดมเลอร์-เบนซ์ในปี 2541 และควบรวมกิจการเป็นเดมเลอร์ไครสเลอร์ ในที่สุด DaimlerChrysler ก็หุ้นส่วนใหญ่ใน Chrysler ให้กับบริษัทไพรเวทอิควิตี้ในปี 2007 ส่วน Chrysler และ Jeep ก็ดำเนินการภายใต้ Chrysler Group LLC จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2014 ต่อมา ไครสเลอร์ได้รวมตัวกับ Fiat Chrysler Cars ในสหรัฐฯและดำเนินงานภายใต้ ‘FCA’ US LLC’

      Fiat Chrysler เป็นบริษัทยานยนต์ข้ามชาติในอิตาลี ออกแบบและผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก บริษัทดำเนินการภายใต้แบรนด์ต่างๆ รวมถึง Fiat, Chrysler, Jeep, Dodge, Ram และอื่นๆ

      ต่อมามีการจัดตั้ง กลุ่มบริษัท Stellantis เป็นบริษัทใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นจากการควบรวมกิจการของ Fiat Chrysler Cars และ Peugeot S.A. แบรนด์ FCA ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาอยู่ภายใต้ Stellantisได้แก่: Alfa Romeo, Chrysler, Dodge, Fiat, Jeep, Maserati และ Ram ส่วนแบรนด์ที่จำหน่ายนอกสหรัฐได้แก่ Citroen, DS Cars, Opel, Peugeot และ Vauxhall

      ในไทยStellantis มีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายคือมาเซราติและเปอโยต์โดยแบรนด์เปอโยต์ เปลี่ยนถ่ายจากเครือยนตรกิจเข้าสู่การ ดูแลของเบลฟอร์ต ออโตโมบิล จะเห็นว่า เบลฟอร์ดมีความสัมพันธ์ที่ดีกับStellantis และมีรถในเครือจำหน่ายถึง2ยี่ห้อจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสิทธิ์การจัดจำหน่ายแบรนด์ Jeep จึงตกอยู่ในมือของเบลฟอร์ตฯ

      สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ จำกัด

      “เบลฟอร์ต ออโตโมบิลนั้นรู้มานานแล้วว่า จี๊ปจะเข้ามาอยู่ภายในการดูแลของตัวเองเพราะมีการเจรจามาเกือบ2ปีที่จะนำเอาแบรนด์จี๊ปมาสร้าง ทราฟฟิคให้โชว์รูมของเบลฟอร์ต ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์เปอโยค์จำหน่ายอยู่เพียงเช็คเมนท์เดียวซึ่งในแง่ของความคุ้มค่าในการลงทุนโชว์รูมและศูนย์บริการไม่น่าจะคุ้มทุนเพราะมีโปรดักซ์น้อยเกินไป การได้จี๊ปมาจัดจำหน่ายยังมีผลดีต่อการขยายเครือข่ายของเบลฟอร์ต ออโตโมบิลเนื่องจาก สามารถจูงใจให้แก่ผู้ที่ต้องการมาเป็นดีลเลอร์มากขึ้นนอกจากนี้ หากมองแผนของเบลฟอร์ต ออโตโมบิล อนาคตไม่เพียงแบรนด์จี๊ปเท่านั้นที่จะอยู่ในการดูแลของเบลฟอร์ตฯ ยังมีแบรนด์ซีตรองอีกหนึ่งแบรนด์ที่เตรียมจะเข้ามาเสริมในโชว์รูมเพื่อช่วยให้ มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในโชว์รมมากขึ้น แม้ว่าเปอโยต์และซีตรองจะมีผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันแต่ การวางตำแหน่งการรับรู้ของแบรนด์ในตลาดจะแตกต่างกันซึ่งเปอโยต์จะถูกดันเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมกว่าซีตรองอันจะส่งผลให้ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล มีกลุ่มลูกค้าที่ไม่ซ้ำกัน ส่วนแบรนด์จี๊ป เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างในตัวเองจึงไม่กระทบกับผลิตภัณฑ์ของทั้งเปอโยต์และซีตรองแต่อย่างใด

      ยอดจำหน่ายจี๊ปในไทย

      จี๊ปในไทยมียอดขายน้อยมากจากสถิติของกรมขนส่งทางบก มีรายงานว่า ตั้งแต่ปี2462-2564 หรือย้อนหลัง3ปีรวมกับเดือนม.ค.2565 จี๊ปมียอดขายรวม102 คัน สาเหตุที่จี๊ปมียอดขายเพียงเล็กน้อยเนื่องจาก จี๊ปไม่ได้เป็นรถสำหรับคนทั่วไป จี๊ปกลายเป็นรถเฉพาะกลุ่มในตลาดระดับพรีเมี่ยม ที่มีราคาตั้งแต่5ล้านขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางเลือกเยอะและมีขนาดเล็กนอกจากนี้โดยเครือข่ายของจี๊ปเองก็ไม่มีดีลเลอร์เนทเวิร์ค ไม่มีการขยายและไม่มีแผนที่ชัดเจนใดๆจี๊ปจึงขายได้เพราะแฟนพันธุ์แท้ในระดับเศรษฐีเท่านั้น

      ยอดขายจี๊ป2562-2565

      ปี ยอดขาย ตัวแทน
      256214-
      256325P&S Jeep
      256454P&S Jeep
      2565(ม.ค.)9P&S Jeep
      รวม102ที่มา:กรมขนส่งทางบก

      Auto.co.th รวบรวม

      ซูซูกิ อัพเกรดสวิฟท์ส่งเวอร์ชั่นGL Plusลงตลาด

      SUZUKI SWIFT GL PLUS’มาพร้อมกับชุดแต่งรอบคัน เวอร์ชันพิเศษราคา 567,000 บาท

      20 ส.ค.64- กรุงเทพมหานคร-นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ จากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทได้แนะนำ ซูซูกิ SWIFT GL PLUS ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ได้รับการอัพเกรดความสปอร์ตเร้าใจให้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งสานต่อความสำเร็จของ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION ที่เปิดตัวไปในปี 2563 ที่ผ่านมา

      “เรามั่นใจจีแอลพลัสใหม่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมทัพอีโคคาร์ของซูซูกิให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปี2564นี้สำหรับ SUZUKI SWIFT นับเป็นรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภค โดยนับตั้งแต่ที่ซูซูกิเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยสวิฟท์ เป็นรุ่นรถยนต์ที่สร้างยอดขายได้มากที่สุดของซูซูกิ จากการแนะนำรุ่นแรกออกสู่ตลาดในปี 2553 จนถึงปัจุบันมียอดขายรวมสูงถึง 139,477 คัน”นายอามาโนะกล่าว

      นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2564) SUZUKI SWIFT สามารถสร้างยอดขายรวมไปได้แล้วทั้งสิ้น 3,901คัน ล่าสุด เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีต่อลูกค้า ซูซูกิจึงได้แนะนำ SUZUKI SWIFT GL PLUS รุ่นตกแต่งพิเศษออกสู่ตลาดประเทศไทย โดยยังคงนำเสนอรูปลักษณ์อันแสนสปอร์ตเร้าใจ มอบทุกความแตกต่างที่ไม่ซ้ำใคร เดินหน้าเพื่อสานต่อความสำเร็จของรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็ก อีโคคาร์ รุ่นยอดนิยม

      สำหรับ SUZUKI SWIFT GL PLUS รุ่นตกแต่งพิเศษ มาภายใต้แนวคิด “เร้าใจเต็มสปีด สุดขีดสไตล์พลัส” พร้อมเข้ามาเติมเต็มความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น โดยถูกพัฒนามาจากรุ่น SWIFT GL ด้วยการยกระดับความสปอร์ตเร้าใจให้เหนือขึ้นไปอีกขั้นกับชุดแต่งที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษรอบคัน ประกอบไปด้วยชุดแต่งดีไซน์ใหม่ กับชุดสเกิร์ตรอบคันพร้อมด้วยสปอยเลอร์หลัง เสาอากาศครีบฉลาม ซุ้มล้อสีดำ ดีไซน์ภายในทันสมัย ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินสไตล์สปอร์ต กว้างสบายรองรับการใช้งานได้หลากหลาย พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape เพิ่มพื้นที่วางขาและปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งทรงสปอร์ตโอบกระชับสรีระ

      จีแอลพลัส ใช้เครื่องยนต์รหัส K12M แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร หัวฉีดคู่หรือ DUALJET ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท E20 ประหยัดเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกว่า 23 กิโลเมตร/ลิตร

      ปลอดภัยอย่างเหนือชั้น ด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเสริมให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตัวรถ พร้อมระบบ NVH ช่วยกันการสั่นสะเทือน และลดเสียงรบกวนจากภายนอก

      พร้อมระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง พร้อมระบบเบรก ABS และ EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ ESP ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันและยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control  ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า สวิฟท์ GL PLUS มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดง Ablaze Red Pearl, สีเทา Star Silver Metallic, Mineral สีเทาเข้ม Gray Metallic, สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic จำหน่าย 567,000 บาท และ สีขาว Pure White Pearl จำหน่ายในราคา 572,000 บาท

      ทั้งนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญสุดพิเศษเพื่อให้ลูกค้า สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นนี้ได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่จอง SUZUKI SWIFT GL PLUS โดยสามารถเลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง 15,000 บาท ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน

      VDO:แสดงการทำงานของระบบหัวฉีด DUALJET

      ใบขับขี่ใบแรกของโลกสู่ ถึง ยกเลิก “ใบขับขี่ตลอดชีพ”ไทย

        สำหรับ “ใบขับขี่”หนึ่งในเอกสารที่ควรมีในชีวิตหนึ่ง ทั้งนี้หลายคนไม่รู้ ความเป็นมา แม้กระทั่ง รัฐบาลไทยกำลังศึกษาแนวคิด ทบทวนผู้ถือใบอนุญาต”ขับขี่รถยนต์ตลอดชีพ”เพื่อลดอุบัติเหตุ

        คาร์ล เบนซ์ ถือใบขับขี่ใบแรกของโลก

        คาร์ล เบนซ์ ( Karl Benz )ช่อนี้คุ้นๆ เพราะเขาคือ คนแรกที่คิด”รถยนต์”ขึ้นมาในโลกนี้ จากการปฎิวัติอุตสาหกรรม มีเครื่องจักรไอน้ำ และมีการคิดเครื่องยนต์เบนซินขึ้นมา แต่รถยนต์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง มีแต่รถราง รถไฟ แต่คาร์ล เบนซ์ได้คิดทำรถยนต์ขึ้นดังนั้น ใบอนุญาตขับขี่ใบแรกของโลกนั้นออกให้แก่เขา

        ในปี ค.ศ.1888 ประชาชนในเมือง มันไฮม์ ( Mannheim )ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมัน ได้ร้องเรียนเกี่ยวกับเสียงและกลิ่นไอเสียของรถต้นแบบ ที่เบนซ์สร้างขึ้น เบนซ์จึงขออนุญาตจากทางการในสมัยนั้นเพื่อ ที่ทดลองการขับรถของเขาในทางสาธารณะ
        จนกระทั่งเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 ทางการรัฐPrussia (อาณาจักรเยอรมันเดิม ) เริ่มมีการออกใบอนุญาตขับขี่ โดยมีการกำหนดข้อบังคับ เกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่ และวันที่29ก.ย. ค.ศ.1903 สมาคมที่ควบคุมยานพาหนะที่เคลื่อนด้วยรถจักรไอน้ า (Steam Boiler Supervision Association) ได้จัดให้มีการทดสอบความ สามารถในการควบคุมเครื่องยนต์ของผู้ขับขี่ขึ้น (Drivers’ Mechanical Aptitude)จากนั้นในปี ค.ศ.1910 เยอรมันจึงได้ประกาศบังคับใช้การจดทะเบียนใบอนุญาตขับขี่ขึ้นบังคับใช้ในประเทศ และได้มีการจัดตั้งระบบให้การให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่ และระบบทดสอบผู้ขับขี่ ซึ่ง เปรียบเสมือนแม่แบบของกฎหมายใบอนุญาตขับขี่ของประเทศอื่น

        ใบขับขี่อเมริกาเริ่มต้นที่นิวยอร์ค
        ในประเทศอเมริกาหลังจากมีรถยนต์วิ่งบนถนน รถยนต์ได้ก่อนให้เกิด ความเสียหายแก่ชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมาก ประชาชนจึงมีเสียงเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเริ่มศึกษา การบังคับใช้กฏหมายของการขับขี่ โดยอเมริกาได้ศึกษาการออกข้อบังคับการขับขี่รถยนต์จาก ประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมัน ซึ่งตอนนั้นมีกฎหมายที่เป็นแม่แบบกฎหมายใบอนุญาตขับขี่ ใช้แล้ว
        1 ส.ค.1910 กฎหมายเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนใบอนุญาตขับขี่ฉบับแรก
        ของอเมริกาได้มีผลบังคับใช้ เป็นฉบับแรกในรัฐนิวยอร์ก แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว บังคับใช้เฉพาะกับ ผู้ที่มีวิชาชีพขับรถเท่านั้น (Professional Chauffeurs) ต่อมาเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1913 รัฐนิวเจอร์ซี เป็นรัฐแรกที่บังคับให้ผู้ขับขี่ทุกคนต้องผ่านการทดสอบการขับขี่ตามที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน จึงจะได้รับใบอนุญาตขับขี่ ทั้งนี้ก็เนื่องจากรัฐต้องการควบคุมการใช้ยานพาหนะในถนนสาธารณะ และต้องการควบคุมปริมาณการเกิดอุบัติเหตุในท้องถนน

        สำหรับในประเทศไทยรถรุ่นแรกที่มีบทบาทคือ “รถลาก” ซึ่งเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4 มีพระยาโชฎึกเศรษฐี ข้าราชการกรมท่าซ้าย ได้ งติดต่อซื้อติดสำเภากลับมาใช้ในเมืองไทย และได้นำรถลากขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 4 รถลากจึงมีในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2414

        ในช่วงนั้นเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับคนตะวันตกมากขึ้น ชาวต่างประเทศก็เริ่มตัดถนน ตามแบบอย่างตะวันตก เพื่อเดินทางติดต่อต่อกัน ถนนที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกบางแห่งโรยหิน ยานพาหนะที่ใช้กันในสมัยนั้นก็คือ รถม้าลาก และรถคนลาก หรือรถเจ๊ก

        2488 จดทะเบียนคนขับครั้งแรกในไทย
        ต่อมาก็เริ่มมีรถยนต์เข้ามาวิ่งรถยนต์คันแรกของประเทศไทย นำมาโดยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ทำการรับจ้างขนส่ง หลังจากมี พระราชบัญญัติรถลาก พ.ศ.2444 พระราชบัญญัติรถลาก พ.ศ.2448, พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2448 เพื่อจัดระเบียบการจดทะเบียนเจ้าของรถ, จดทะเบียนคนขับรถ, กำหนดค่าทะเบียนใบอนุญาต, ตลอดจนข้อบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น การบรรทุกคนโดยสาร การตรวจสอบสภาพรถ พอสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 รถลากก็ค่อยๆ หายไป

        กรุงเทพมีรถโดยสารประจำทางโดยพระยาภักดีนรเศรษฐ (นายเลิด เศรษฐบุตร) เป็นผู้ดาเนินการ โดยใช้รถ ฟอร์ดหน้าหม้อทองเหลือง ต่อตัวถังแบบ 2 แถว บรรทุกคนโดยสารได้ราว 10 คน รถยนต์ฟอร์ดนี้ มีสามล้อใช้ยางต้น ตอนท้ายทาสีขาว มีกากบาทสีแดงล้อมรอบด้วยวงแดง รถแท็กซี่ หรือรถเก๋งรับจ้าง พระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้ให้ลูกหลานเอารถออกวิ่งรับจ้างคนเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2467 จำนวนรถยนต์เมื่อ พ.ศ.2470 มีอยู่ไม่เกิน 1,000 คัน มีถนนไม่กี่สายแม้กระนั้น การกีดขวางทางและอุบัติเหตุจราจรก็เกิดขึ้นมาก

        เริ่มต้นใบขับขี่ขึ้นอยู่กับตำรวจ

        เวลานั้นยังไม่มีตำรวจจราจร ยังไม่มีพระราชบัญญัติจราจรสาหรับใช้บังคับคดีแม้คำว่า “จราจร” ก็ยังไม่เกิดขึ้น อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ฉบับแรก อำนาจตำรวจในการปฏิบัติงาน ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2463 ทำให้ ตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน ซึ่งเจ้าหน้าที่กองทะเบียนสังกัดอยู่กับกองพิเศษตำรวจนครบาลมีสำนักงานอยู่ที่กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (สมัยนั้น)

        ต่อมา พ.ศ.2475จำนวนรถชนิดต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้นประกอบกับสะพานพระพุทธยอดฟ้า เปิดใช้งานแล้ว การจราจรก็เพิ่มมากขึ้น จำนวนรถยนต์ก็มีมาก ปี พ.ศ.2477 กรมตำรวจได้จัดตั้ง “กองจัดยวดยาน” เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกรมตำรวจทำหน้าที่ควบคุมการจราจรโดยเฉพาะในถนนเจริญกรุงและเยาวราช มีความยุ่งยากในการจราจรมากที่สุด

        ปี พ.ศ.2477 เป็นปีที่เกิดคำว่า “จราจร” ขึ้นในประเทศไทย โดยกรมตำรวจได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก ต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ออกเป็นกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ พันตารวจเอก ซี.บี.ฟอลเล็ต เป็นผู้ร่างขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ โดยอาศัยหลักกฎหมายจราจรของประเทศอังกฤษมาดัดแปลง และได้ออกกฎหมายเมื่อ พ.ศ.2477 เป็นพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 จากนั้นคำว่า “จราจร” ก็แพร่กระจายทั่วไป

        ด้วยความเจริญของสังคมทำให้การใช้รถใช้ถนนมีความสาคัญจึงมีการปรับปรุงแก้ไขกฏหมาย ให้มีความทันสมัยรองรับสภาพการใช้รถใช้ถนน ตามลำดับ การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร ในปี พ.ศ.2522 ถือว่า เป็นการแก้ไขครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ขึ้นใช้บังคับแทนกฎหมายที่เกี่ยวกับการจราจรที่ใช้บังคับแต่เดิมกฎหมายเหล่านี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความทันสมัยโดยตลอดจนถึงปัจจุบันดังนี้

        1. พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2539, (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535, (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2538, (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542, (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 เป็นกฎหมายหลักที่บัญญัติเกี่ยวกับการจราจร กฎหมายฉบับนี้ตราขึ้นเพื่อบังคับให้เจ้าของและผู้ขับขี่ปฏิบัติตามโดยได้บัญญัติเกี่ยวกับลักษณะของรถที่ใช้ในทาง การใช้ไฟ หรือเสียงสัญญาณของรถ การบรรทุก สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร การใช้ทางเดินรถ และได้กาหนดรายละเอียดในการขับรถการขับแซงและผ่านขึ้นหน้าการออกรถ การเลี้ยวรถ และการกลับรถฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้รถถือปฏิบัติเป็นไปในลักษณะเดียวกันนอกจากนี้ยังได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานจราจรและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการควบคุมดูแล และการจัดการจราจร ทั้งนี้กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายไว้ด้วย
        2. พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524, (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2525 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2527, (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2528, (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2528, (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2530, (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2530, (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2537, (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542, (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2544, (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546, (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2547, (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2550, (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อบังคับรถยนต์ทุกประเภท โดยการกำหนดประเภทและลักษณะของรถยนต์ที่สามารถใช้วิ่งบนทางรวมทั้งการจดทะเบียน การใช้รถและการชำระภาษี ตลอดจนใบอนุญาตขับขี่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ทางร่วมกัน

        พระราชบัญญัติรถยนต์ มาตรา 42 ที่กำหนดให้ ผู้ขับรถต้องได้รับใบอนุญาตขับรถและต้องมีใบอนุญาตขับ รถและส าเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที และมาตรา 46 ที่กำหนดให้ผู้จะขอใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ผู้ขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ชั่วคราวจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด คือ มีอายุไม่ต่ำกว่า 18ปีบริบูรณ์ และมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์สำหรับรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้ยัง กำหนดให้ต้องมีความรู้และความสามารถในการขับรถ และรู้กฎหมายจราจรอีกด้วย รวมถึงต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมขับรถได้ เช่นร่างกายไม่พิการ ไม่เป็นโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตเป็นต้น

        2521ย้ายใบขับขี่ขึ้นกับขนส่ง

        เมื่อปี พ.ศ.2521 ได้มีการรับโอนงานทะเบียนรถบรรทุกส่วนบุคคล (ปิคอัพ) พร้อมใบอนุญาตขับรถตามพระราชบัญญัติรถยนตร์ จากกรมตำรวจ มาดำเนินการในปี พ.ศ.2522 งานทะเบียนรถบรรทุกส่วนบุคคลได้โอนกลับไปกรมตำรวจอีกครั้งหนึ่ง ในปี 2523 ต่อมาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2531 กรมการขนส่งทางบกได้รับโอนงานทะเบียนรถยนต์จากกรมตำรวจมาดำเนินการทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติล้อเลื่อน

        และ 28 ก.ค.2546 ปิยะพันธ จัมปาสุต อธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้ปรับปรุงระบบการออกใบขับขี่โดยยกเลิกใบขับขี่ตลอดชีพให้ใช้แบบชั่วคราว2ปีและ5ปีแทน

        CR: http://dspace.spu.ac.th/

        บางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ฝ่าวิกฤตจัดโชว์เต็มรูปแบบ พร้อมเสริมแพล็ตฟอร์มออนไลน์

        บริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคมนี้ ทีชาเลนเจอร์ ฮฮลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเตรียมปฏิวัติงานจัดแสดงรถยนต์ตามรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal วางมาตรการคัดกรองผู้เข้าชมงานอย่างเคร่งครัดตามข้อกำหนดของรัฐบาล ค่ายรถยนต์-จักรยานยนต์ชั้นนำเข้าร่วมงานคับคั่งบนพื้นที่กว่า 170,000 ตารางเมตร และเตรียมเปิด Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศงงานสู่โลกออนไลน์เพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถยนต์

        นาย ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แรงบันดาลใจ” หรือ “INSPIRATION UNLOCKS THE FUTURE” เพื่อสื่อถึงการที่โลกยุคปัจจุบัน ผู้คนต่างสรรสร้างแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างเรื่องราวสู่ความสำเร็จ ค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น และปลดทุกพันธนาการสู่ความสำเร็จ”
        “แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาประเทศไทย และทั่วโลกเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อย่างคึกคักเหมือนเดิมบนพื้นที่จัดแสดง 170,960 ตารางเมตร ยืนยันได้ถึงการเป็นงานแสดงรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นาย ปราจิน กล่าว
        สำหรับบริษัทรถยนต์ และจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ประกอบด้วย Ford, BMW, MINI, SUZUKI, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Mazda, Nissan, Toyota, Lexus, Honda, Audi, MG, Isuzu, Mitsubishi, Porsche , Volvo, Land Rover, Jaguar, Kia, FOMM, Lamborghini, Subaru, Hyundai Truck& Bus, Takano, Royal Enfield, BMW Motorrad, Vespiario, A.P.Honda, Thai Suzuki, Kawasaki, Yamaha, BAJAJ, KTM, Husquavana และ Triumph
        สำหรับมาตรฐานการคัดกรองผู้เข้าชมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าจำเป็นต้องขอความร่วมมือผู้เข้าชมงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในฮอลล์จัดแสดง และใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นมือทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเข้าไปทดลองนั่งรถยนต์
         
        คุณจาตุรนต์ เปิดเผยถึงขั้นตอนเพื่อคัดกรองผู้จัดแสดงงาน และประชาชนผู้เข้าชมงานตามข้อกำหนดของภาครัฐ “ในตอนนี้ทางอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่จัดแสดง มีมาตรการตรวจสอบดูแลด้านสุขอนามัยตามข้อกำหนดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด การตั้งจุดสแกนแอปพลิเคชั่นไทยชนะ, การวัดอุณหภูมิร่างกาย และซื้ออุปกรณ์เครื่องฉายแสงยูวีฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่ Germ Saber UVC Sterilizer เพื่อใช้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในพื้นที่จัดแสดงเข้ามาเพิ่มเติม โดยทางบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานจะเสริมความมั่นใจให้ผู้เข้าชมด้วยการเตรียมจุดคัดกรองก่อนเข้าสู่ฮอลล์จัดแสดงอีก 1 ครั้ง รวมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายทางดวงตา (Eye Temperature) ที่มีความแม่นยำเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้งานในสนามบินหลายแห่งทั่วโลก”
         
         

        ในขณะที่มาตรการเสริมเพื่อลดความแออัดของพื้นที่การจัดงาน คุณจาตุรนต์ กล่าวว่ามีการปรับเพิ่มพื้นที่ทางเดินทางกลางจาก 6 เมตรเป็น 10 เมตร และทางเดินระหว่างบูธจาก 3 เมตรเป็น 6 เมตร จัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจเพื่อรองรับลูกค้าเพิ่มเติมกว่า 3,000–5,000 ที่นั่งให้กับแต่ละแบรนด์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เพื่อจะสามารถกระจายลูกค้าที่ทำธุรกรรมต่าง สู่บริเวณพื้นที่โหลดดิ้งด้านหลังของอาคารชาเลนเจอร์ 2
         
        นอกจากนี้บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ เพิ่มความเชื่อมั่นให้บริษัทรถยนต์ที่ร่วมจัดแสดง และผู้เข้าชมงาน หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบตราสัญลักษณ์ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA)  รับรองว่าการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 มีการจัดเตรียมมาตรการทั้งด้านบริการ และด้านสุขอนามัยเป็นไปตามที่ภาครัฐกำหนด
        ในขณะเดียวกันเพื่อสอดคล้องกับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ร่วมมือกับผู้พัฒนาแพล็ตฟอร์มออนไลน์ เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 สู่แพล็ตฟอร์มออนไลน์ พร้อมออกแบบ e-Catalog และมีระบบแชตเพื่อพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถ และรับโปรโมชั่นเหมือนในงานปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของงานแสดงรถยนต์ในประเทศไทยที่มีการจัดงานแบบ Virtual พร้อมกันไปด้วย
        คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อธิบายรายละเอียดของแพล็ตฟอร์ม Virtual Motorshow “ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เรานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน แต่อยากทราบข้อมูล และมีความประสงค์จะขอรับข้อมูลต่างๆ ของงาน โดยเราได้เปิดบริการ Virtual Motorshow ขึ้นมาผ่านทางเว็บแพล็ตฟอร์ม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานของแต่ละผู้จัดแสดงที่มาเข้าร่วมงานในปีนี้ทั้งข้อมูลรถยนต์ โปรโมชั่น และการดาวน์โหลดโบรชัวร์ โดยที่พิเศษจากนี้คือระบบ Live Chat ที่สามารถคุยรายละเอียด และเปิดการจองรถยนต์กับท่านฝ่ายขายของบริษัทนั้นๆ ผ่านช่องทางนี้ ถือเป็นการพัฒนาในด้านบริการของบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal ที่แม้ว่าจะต้องห่างกันหรือเว้นระยะจากกัน แต่เราก็ยังเชื่อมต่อกันได้ สามารถเข้าถึงบรรยากาศ และบริการในด้านต่างๆ ของงานผ่านทางโลกออนไลน์ที่เราจัดเตรียมเอาไว้ให้ได้”
        สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคม 2563 โดยวันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 11.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท

        มาสด้า MY18 เพิ่มโปรลุยมอเตอร์โชว์

        กรุงเทพฯ– ประเทศไทย, 27 มีนาคม2561 –  มาสด้าลุยจัดโปรโมชั่น ทุกรุ่นครองใจสาวก ซูม-ซูม งานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39

        ชำแหละ”ฟอร์ด”เหตุผลที่คุณได้ไปต่อ

        คงไม่ยากนักที่จะเข้าใจเรื่องของฟอร์ด (FORD) แบรนด์เล็กในประเทศไทยแต่ยิ่งใหญ่ระดับโลก วันนี้ ฟอร์ด ประกาศความสำเร็จ ในระยะเวลาของการทำงาน ครึ่งปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) เราไปดูกันว่า ปัญหาและอุปสรรคของฟอร์ด ปัจจัยบวก ปัจจัยลบ คืออะไรที่ทำให้ “ฟอร์ด คุณได้ไปต่อ”

        แก้ระเบียบนำเข้ารถโบราณ เทียบสิงคโปร์ ปรับภาษีวงกลมใหม่จำกัดการใช้งานวันหยุด

        เปิดทางรถโบราณ อายุเกิน35ปี นำเข้าและใช้งานแบบมีเงื่อนไข แก้ระเบียบอิงสิงคโปร์ส่งผลนักสะสมคึกคัก ล่าสุดสมาคม จัดงาน ประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46”

        ประชากรรถโบราณในไทยลดลงทุกปี เหตุไม่สามารถนำเข้ารถได้ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน ล่าสุด สมาคมฯเจรณาภาครัฐถกแนวทาง ปลดล็อคการนำเข้ารถโบราณเพื่อการสะสม

        นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ข่าวดีในปี67 โดยคณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการ ลดภาษีงานศิลปะและรถโบราณ โดยเมื่อมีนาคม67 ที่ผ่านมา สมาคมได้รับเชิญจากกรมสรรพสามิต เพื่อให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาแล้ว โดยเห็นว่าเกณฑ์เทียบเคียงที่เหมาะสมคือ ประเทศสิงคโปร์ ที่อนุญาตให้นำเข้ารถโบราณ ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยมีข้อจำกัดจำนวนวันในการใช้รถในช่วงวันหยุด และวิธีคำนวณภาษีป้ายวงกลมใหม่ โดยเชื่อว่าจะช่วยสร้างเสน่ห์ให้แก่การท่องเที่ยวไทย และสร้างงานจากการซ่อมบูรณะรถโบราณได้อีกมาก”

        สถานการณ์รถโบราณในไทย
        แหล่งข่าวระบุว่า จำนวนรถโบราณในประเทศไทยลดน้อยลงเนื่องจาก มีแต่การส่งออกไม่สามารถนำเข้าได้ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขการนำเข้ารถสำเร็จรูปปัจจุบันรถโบราณเพื่อการสะสม อยู่ภายใต้เงื่อนไขการจำกัดการนำเข้าเหมือนรถใหม่ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการนำเข้ามาเพื่อแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือเพื่อสะสม
        “เมื่อมีผู้สนใจเมืองนอกสั่งซื้อรถออกไปแต่นักสะสมเมืองไทยไม่สามารถซื้อรถที่ตัวเองอยากได้มาสะสมเพื่อ การเสียภาษี การจดทะเบียน เป็นเงื่อนไขการนำเข้ารถปกติทั้งนี้ในหลายๆ ประเทศหากเป็นรถโบราณจะได้รับการสนับสนุนเช่น เปิดเงื่อนไขให้นำเข้า และใช้ได้สะดวก โดยเฉพาะภาษีป้ายประจำปีซึ่งรถโบราณไม่เหมาะกับการใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันแต่เสียภาษีทั้งปี ในต่างประเทศ มีการชำระภาษีเมื่อนำรถออกไปวิ่ง หากเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ต้องเสียภาษีแต่หากในไทยการไม่ต่อภาษีแม้นำเข้าถูกต้องก็อาจจะผิดกฏหมายร้ายแรง ภาวะเช่นนี้ทำให้นักสะสมเหลือรถในมือจำนวนน้อยลงทุกปี”แหล่งข่าวกล่าวและว่า ไทยมีช่างฝีมือดี ในการปรับปรุงสภาพรถโบราณแต่ที่ผ่านมา ลูกค้าจะส่งรถเข้ามาปรับปรุงและส่งกลับออกไปก็มีขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้ไทยเสียโอกาสในการนำเงินตราเข้าประเทศ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเงื่อนไขใหม่ที่ภาครัฐสนับสนุนจะทำให้วงการสะสมรถโบราณมีความคล่องตัวมากขึ้น

        ร่วมมือฟิวเจอร์พาร์คประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46

        นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46” ภายใต้แนวคิด “สะท้อน และส่องทาง – Reflecting and llluminating the path” ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ 17-21 กรกฎาคม 2567
        “งานประกวดรถโบราณ เป็นงานระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 46 โดยแนวคิดของงานปีนี้คือ “สะท้อน และส่องทาง – Reflecting and llluminating the path” มาจากคำกล่าว “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” ซึ่งหมายความว่า ศิลปะต่างแขนงสามารถถ่ายทอดแนวคิด และรูปแบบถึงกันได้ เช่น ในช่วงทศวรรษ 1930 สถาปัตยกรรมแนว ART DECO เฟื่องฟู ส่งผลให้รถยนต์ LANCIA ARTENA ที่ผลิตออกมาช่วงนั้น ซึ่งเราเลือกใช้เป็นภาพโปสเตอร์ มีตัวถังทรงเรขาคณิต ประดับเส้นสายโค้งมน พร้อมห้องโดยสารตกแต่งหรูหรา สะท้อนการออกแบบสไตล์ ART DECO อย่างชัดเจน นอกจากนี้ รถโบราณคันอื่นๆ ก็มีการสะท้อน และส่องทางรูปแบบศิลปะในแต่ละยุคสมัยเช่นเดียวกัน

        100 คันร่วมประกวด

        นางณัฐรินทร์ พยุงวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ-สายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า งานประกวดรถโบราณครั้งที่ 46 จัดบนพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร กระจายทั่ว บริเวณ Cascata , Zpotlight และ Alive Park Hall ชั้น G ในศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ พร้อมตกแต่งบรรยากาศสไตล์ ART DECO ที่มีความหรูหรา ผสมผสานกับความทันสมัย เพื่อให้ผู้ชมงานได้ชื่นชมความงดงามทั้งรถกว่า100คัน และสถานที่จัดแสดง พร้อมเก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึก และแชร์ลงโซเชียล คาดว่าปีนี้จะมีผู้ร่วมงานมากถึง 200,000 คน”

        การประกวดรถโบราณแบ่งเป็น 7 รุ่นตามมาตรฐานของสมาพันธ์รถโบราณสากล (FIVA) ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ (ก่อนปี 1904) รถรุ่นผ่านศึก (ปี 1905 – 1918) รถโบราณ (ปี 1919 – 1930) รถรุ่นก่อนสงคราม (ปี 1931 – 1945) รถรุ่นหลังสงคราม (ปี 1946 – 1960) รถคลาสสิค (ปี 1961 – 1970) และรถคลาสสิคร่วมสมัย (ปี 1971 – ปัจจุบัน -30 ปี)

        นอกจากนั้น ยังมีการประกวดอีกหลายประเภท อาทิ รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน รถแจกวาร์-เดมเลอร์ และรถมีนี พร้อมรถที่นำมาแสดงเป็นพิเศษ อีกทั้งมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย เช่น การประกวดราชินีแห่งความสง่างาม (CONCOURS D’ELEGANCE – กงกูรส์ เดเลอกองศ์) เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถโบราณ คอนเสิร์ทเพลงฮิทในอดีต ถ่ายรูปคู่รถโบราณ จำหน่ายสินค้าวินเทจ หนังสือ นิตยสารเกี่ยวกับรถโบราณ แสตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง ฯลฯ

        ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดได้ที่ imc.co.th/vintagecarclub/vcct/ ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub

        ไทยอยู่ตรงไหนเมื่อสหรัฐเอาจริง ตั้งกำแพงภาษีรถจีนเพิ่ม4เท่า

        สหรัฐกล่าวหาจีนอุดหนุนการผลิต จนอุตสาหกรรม EV มีกำลังการผลิตล้น ด้านเมืองไทยรอปะทะ ทั้งแง่บวกและลบ

        ฝ่ายบริหารของ ไบเดนประกาศเมื่อวันอังคารว่า จะปรับปรุงภาษีนำเข้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีนในปี 2024 ในอัตราภาษี 100 % หรือเพิ่มขึ้น 4 เท่าจาก 25 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันนอกจากรถยนต์ไฟฟ้า(EV) แล้ว สหรัฐยังเพิ่มภาษีศุลกากร ในผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของจีน ลิเธียม อีกด้วย -แบตเตอรี่ไอออน และโซลาร์เซลล์

        “ในอดีตจีนเคยใช้แนวทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ของตนเอง ก่อนพัฒนาการผลิต และลงทุน จนมีกำลังการผลิตที่มากเกินไป ทำให้รถท่วมตลาดโลก ทำให้การส่งออกรถของจีน ถูกประเมินว่า ส่งออก ราคาจริงต่ำเกิน ”

        อีวีจีนกุญแจฟื้นเศรษฐกิจจีน

        EV ของจีนมีราคาถูกและเกินความจำเป็นรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์สำหรับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน

        สำหรับทำเนียบขาว รถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการริเริ่มที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมาย คือ กำหนดสัดส่วนยอดขายรถยนต์ใหม่ 50% ในปี2573จะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และทำเนียบขาวยังมีนโยบาย “ผลิตในอเมริกา” เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจอเมริกัน

        ในขณะที่จีน หลังจากที่วางรากฐาน โดยกำหนดให้ EV เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีลำดับความสำคัญเมื่อ10 ปีที่แล้ว จีนได้เพิ่มจำนวนรถไฟฟ้า ขึ้นเป็นสองเท่า โดยEV เป็นหนึ่งใน “พลังการผลิตใหม่” แทนที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการลงทุนเพื่อ การบริโภค ดูเหมือนว่าจีน พร้อมที่จะส่งออกรถยนต์จำนวนมาก เพื่อหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบัน

        กำลังผลิตล้นจากการอุดหนุนจำนวนมาก

        สำหรับจีนได้ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดย มอบเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 2900 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2552 ถึง 2565 แม้ว่าการอุดหนุนนี้ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการก่อนปี 2566 แต่โครงการอื่นๆ ที่ไม่มีคำว่า “EV” ในชื่อของพวกเขา ยังคงใช้มาตรการจูงใจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        ตัวอย่างเช่น สื่อจีนรายงานว่า BYD คว้าหนึ่งในสามหรือ 1,000 ล้านดอลลาร์ของเงินอุดหนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี2567 จากกระทรวงการคลังจีน ผลจากการอุดหนุนนาน 15 ปี รถยนต์จีนราคาถูก เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความท้าทาย “ระดับการสูญพันธุ์” ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของอเมริกา

        เผยกำลังการผลิตส่วนเกิน ปี67 จำนวน 20ล้านคัน

        ตามแผนของรัฐบาลท้องถิ่นของจีน ในช่วงห้าปีระหว่างปี 2021 – 2025 รายงานของศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศของจีน (CCID) ซึ่งเป็นสถาบันภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน คาดว่าความสามารถในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนจะสูงถึง 36 ล้านคันในปี 2568

        และด้วยการคาดการณ์ยอดขาย EV ของตลาดจีนในปี2568จะมียอด 15 ล้านคัน ดังนั้นจะเหลือกำลังผลิตส่วนเกินสูงถึง 20 ล้านในปีหน้า

        “จีนทราบปัญหากำลังการผลิตล้นเกินและได้วางแผนหาทางแก้ไขแล้ว ในรายงานเดือนธันวาคม 2565 CCID ได้จัดทำแผน การส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดยุโรป พร้อมแนะนำให้สร้างโรงงานในละตินอเมริกาเพื่อใช้ประโยชน์จาก เขตการค้าเสรี เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาด EV ไปในตลาดทั่วโลก

        ในเดือนมีนาคม บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ได้เปิดตัว BYD Seagull รถยนต์แฮทช์แบ็กไฟฟ้าขนาดเล็ก ราคาเริ่มต้นที่ 69,800 หยวนในประเทศจีนหรือประมาณ 9,650 ดอลลาร์และจำหน่าย ในเม็กซิโก ราคา 358,800 เปโซ หรือประมาณ 20,990 ดอลลาร์ แต่ราคายังคง ถูกกว่า EV ที่ถูกที่สุดประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐในสหรัฐอเมริกา ราคา EV เฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 54,000 เหรียญสหรัฐ

        ความจุล้นเกินกลายเป็นประเด็นหลัก
        Nazak Nikakhtar อดีตผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายอุตสาหกรรมและการวิเคราะห์ที่กระทรวงพาณิชย์ระหว่างการบริหารของทรัมป์กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการควบคุมปัญหา เรื่องกำลังการผลิตล้นเกินของจีน

        “ความเคลื่อนไหวของรถยนต์ไฟฟ้าของจีนคือพวกเขาไม่ได้เข้ามาในสหรัฐอเมริกาโดยตรงแต่รถไฟฟ้าของจีนกำลังท่วมตลาดโลก ” Nikakhtar กล่าว

        ปัจจุบัน EV แบรนด์จีนโดยตรงยังไม่มีจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ แบรนด์วอลโว่ที่ จีลี่(Geely) เป็นเจ้าของ มีส่วนแบ่งการตลาด 2 % ในปี 2566 อย่างไรก็ตาม แบรนด์ในอเมริกาสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศ 15 % ในช่วง3ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งที่สูญเสียไปถูกยึดครองโดยค่ายเยอรมันและเกาหลีใต้ และแบรนด์สวีเดนที่เป็นของจีน

        ไทยและผลกระทบ

        สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากผลการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอย่างแรกคือ กำลังการผลิตส่วนเกินของจีนจะกระจายไปทั่วโลก ซึ่งตลาดที่อีวี เติบโตและจีนเข้าไปทำตลาดได้ง่ายจะเต็มไปด้วยอีวี ราคาถูกยกตัวอย่างตลาดประเทศไทยที่มีการนำเข้ารถอีวีจากจีนเข้ามาจำนวนมากและมีส่วนกระตุ้นให้ความนิยมรถยนต์อีวีเติบโตขึ้น
        “ในไทยจีนก็ทำตลาด โดยนโยบายรถยนต์อีวี ราคาต่ำ จนส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าตลาดรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน และสร้างแรงกดดันให้ กลุ่มรถญี่ปุ่นที่อยู่ในไทย”
        ญี่ปุ่นในไทย มองว่า การแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมก็เกิดขึ้นในไทย และญี่ปุ่นก็รวมกันต่อรองกับรัฐบาล โดยระบุว่า นโยบายของไทยที่สมดุลย์จะทำให้ไทยได้รับเงินลงทุนเม็ดเงินก้อนใหญ่จากญี่ปุ่น ที่มีแผนที่ลงทุนในระยะ3-4ปีข้างหน้าเพื่อปรับปรุง เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ ตามแนวทางของญี่ปุ่นเพื่อรองรับการแข่งขันจากจีนซึ่งเชื่อว่า การปรับปรุงของซัพพลายเชนฝั่งรถญี่ป่น มีเม็ดเงินลงทุนมากกว่าทุนจีนที่ลงทุนในไทยถึง 4 เท่าตัว

        กระบะญี่ปุ่นอ้ำอึ้งPHEV รถจีนไปก่อนแล้ว

        รถกระบะ BYD Shark – ภาพถ่ายอย่างเป็นทางการ BYD Shark เป็นรถกระบะ PHEV รุ่นใหม่ที่เน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยจะเปิดตัวในวันนี้ที่เม็กซิโก ซึ่งเม็กซิโกเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบีวายดีในละตินอเมริกา

        The Shark เป็นรถ PHEV ที่ใช้แพลตฟอร์ม DMO ของ BYD โดยใช้แชสซีแบบตัวถังและเทคโนโลยี Cell to Chassis (CTC) ตัวรถมีขนาดใหญ่ :ยาว 5457/สูง1971/กว้าง1925,ฐานล้อ 3260 เป็นรถ 5 ที่นั่ง. ความสามารถในการลากจูงสูงสุดคือ 2,500 กก. น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 835 กก.
        ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1,450 ซีซี ขนาด 1.5 เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว กำลัง มากกว่า” 450 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม/ชมใน 5.7 วินาที ไฟฟ้าจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่ BYD Blade อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 7.5 ลิตร/100 กม. มีพิสัยรวม 840 กม. และระยะ EV 100 กม.
        การออกแบบ รถบรรทุก มีโลโก้ BYD ขนาดใหญ่บนกระจังหน้าและประตูท้าย มีไฟหน้าแบบสองชั้น กันชนขนาดใหญ่ ซุ้มล้อกว้าง แถบด้านข้าง แร็คหลังคา ภายในห้องโดยสารทรงเหลี่ยม หน้าจอหลัก ค่อนข้างเล็กขนาด 12.9 นิ้ว แผงหน้าปัดขนาด 10.25 นิ้ว และ HUD ภายในยังมีปุ่มและสวิตช์อยู่ทุกที่ BYD ยังคงเก็บคันเกียร์ไว้ที่คอนโซลกลาง ง BYD Shark เป็นคู่แข่ง ในเม็กซิโก กับ กระบะยอดนิยมอย่าง Chevrolet Silverado, Ford Maverick และ Toyota Hilux

        รถยนต์EREV คืออะไร

        Extended-range electric vehicle (EREV) เป็นประเภทหนึ่งของยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกันในการขับเคลื่อน โดยมีระบบพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ยังมีเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น เบนซินหรือดีเซล เพื่อสร้างพลังงานเพิ่มเติมให้กับรถและเป็นแหล่งพลังงานสำรองในกรณีที่แบตเตอรี่ของรถลดเหลือเพียงพอไม่สามารถขับรถได้ไกลพอเอาต่อ

        EREV มักจะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพียงพอที่จะให้พลังงานเพื่อขับเคลื่อนรถได้ในระยะสั้น และมีเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลมาช่วยในการสร้างพลังงานเพิ่มเติมหรือเป็นแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อแบตเตอรี่ลดเหลือเพียงพอที่จะขับรถได้ไกลขึ้น โดยระบบจะทำการเปิดเครื่องยนต์เพื่อให้ได้พลังงานเพิ่มเติมแก่รถ

        ระบบ EREV ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงการขับรถในระยะสั้น และยังเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่ด้วยความสามารถในการขับรถได้ไกลยาวขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับระยะทางที่แบตเตอรี่สามารถขับรถได้

        บางครั้งรถชนิดนี้ถูกจัดอยูู่ในรถ Hybrid electric vehicle ชนิดหนึ่งในไทยรถที่มีขายในตลาดเช่นนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์

        คิกส์ อี-พาวเวอร์

        Mercedes-Benz G-Class EV

        G-Tune จากอิเล็กทริค จี รถออฟโรด G-Classในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าล่าสุด


        อินไซด์ ปักกิ่งออโต้โชว์”ไม่มีที่ยืน ถ้าไม่มีรถยนต์ไฟฟ้า”

          งานปักกิ่ง ออโต้ โชว์ (Beijing Auto Show 2024)ทำให้ผู้สนใจโลกยานยนต์รู้สึกตะลึง เพราะงานได้นำเสนอความตื่นเต้น และแสดงเทคโนโลยียานยนต์

          งานปักกิ่ง ออโต้ โชว์ (Beijing Auto Show 2024)ทำให้ผู้สนใจโลกยานยนต์รู้สึกตะลึง เพราะงานได้นำเสนอความตื่นเต้น และแสดงเทคโนโลยียานยนต์ เหนือระดับกว่าที่เคยเป็นมา ปักกิ่งออโต้โชว์ได้หยุดจัดงานไป4 ปี เนื่องจากโรคระบาด การกลับมาอีกครั้ง เพื่อยุติสถานะ “ไร้สีสันของงานแสดงรถยนต์” เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาที่มีความตื่นเต้นอย่างแท้จริง ผู้เชี่ยวชาญในจีนให้ความเห็นว่า งานปีนี้ มีค่ายรถยนต์พลังงานใหม่ได้รับความสนใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และแทบไม่มีบริษัทใดขาดรถยนต์พลังงานใหม่บนบูธของตน ในทางตรงกันข้าม บูธรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดั้งเดิม ไม่มีรถยนต์พลังงานใหม่มาแสดงดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับสนใจ”นี่คือช่วงเวลาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สำคัญเลยทีเดียว

          เริ่มยุคใหม่อุตสาหกรรมยานยนต์จีน
          ปักกิ่ง ออโต้ โชว์ ไม่เพียงแต่เป็นงานแสดงรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แท้จริงของตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน งานปักกิ่ง ออโต้ โชว์ กลายเป็นแหล่งรวมข่าวสารเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานใหม่ เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นถึงความเจริญของจีนในด้านพลังงานและนวัตกรรมยานยนต์อย่างชัดเจน “ซู จุน” ประธาน เจดี เพาเวอร์ ประเทศจีน บริษัทวิเคราะห์ ข่าวสารและบริษัทข้อมูลเชิงลึกจากอเมริกา กล่าว
          ช่วง4 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการนำพลังงานและนวัตกรรมใหม่มาใช้ในรถยนต์อย่างชัดเจน เป็นยุคที่ผู้บริโภคมีความสุข ด้วยการจ่ายเงินซื้อรถต่ำกว่าเดิม แต่สามารถเพลิดเพลินกับคุณภาพและความหรูหราขึ้น

          “งานนี้แสดงให้เห็นถึงความเจริญของจีนในด้านพลังงานและนวัตกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถยนต์และพลังงานใหม่ในอนาคต ตลาดรถยนต์ในจีนมีการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ และจีนก็มีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นในตลาดโลกด้วย

          ตลาดจีนรอสร้างสมดุล

          การจำหน่ายรถตลาดในจีนมีจำนวนแบรนด์รถยนต์ มากถึง 148 แบรนด์ เปรียบเทียบกับ 40 แบรนด์ในอเมริกา, การมีจำนวนแบรนด์มากทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นการพัฒนาและการนำเสนอ นวัตกรรมในอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศได้อย่างมาก
          นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่า ตลาดที่เติบโต จากการขยายตัวได้นำมาซึ่งการแข่งขันที่โหดร้ายเพื่อการอยู่รอดจากความโหดร้ายนี้ บริษัทต่างๆ จึงต้องเข้าร่วมในสงครามราคา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของจีนส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในภาวะขาดทุนร้ายแรง “การลดราคาเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้บริโภค แต่ก็สร้างความเจ็บปวดอย่างมากสำหรับองค์กรต่างๆ ซึ่งองค์กรที่ไม่ทำกำไรไม่สามารถอยู่รอดได้” การแข่งขันลดราคาประเภทนี้จะนำไปสู่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การสร้างสภาวะสมดุลในระยะยาว

          จับตาคุณภาพรถพลังงานใหม่
          การสำรวจคุณภาพระยะยาว(VDS)ของ JD Powerได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งบริษัทรถยนต์ให้ความสำคัญกับคุณภาพของยานพาหนะในระยะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคุณภาพในระยะยาวของแบรนด์จีน โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่ก็ถูกเน้นเช่นกัน “ในการสำรวจของเจ. ดี. พบว่า คุณภาพของรถยนต์ใหม่ของแบรนด์อิสระได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับของแบรนด์ร่วมทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างบางอย่างระหว่าง ประสิทธิภาพด้านคุณภาพตามระยะทาง โดยเฉพาะ ช่วง 40,000 ถึง 60,000 กิโลเมตร “ช่องว่างด้านคุณภาพของแบรนด์เกิดจากปัญหาการผลิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในระยะยาวของแบรนด์นั้น รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อตลาดต่างประเทศของแบรนด์รถยนต์จากจีนอีกด้วย

          เป็นที่น่าสังเกตว่า ตามวงจรการพัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ ยานพาหนะพลังงานใหม่จำนวนมากในจีนกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการทดสอบคุณภาพในระยะยาว ซึ่งรถยนต์สมัยใหม่มีระบบซอฟต์แวร์ ที่ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ซับซ้อนและสำคัญที่สุดของยานพาหนะ ในปัจจุบันการอัพเกรด OTA ที่รถยนต์ใช้กันทั่วไปดูเหมือนจะทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจากความซับซ้อน
          ขจองระบบซอฟต์แวร์การอัปเกรด OTAนี้มีแนวโน้มที่จะนำปัญหาด้านคุณภาพมาสู่ยานพาหนะมากขึ้น

          ที่มา:cnautonews.com

          ฮุนได สมาร์ทเซนส์ ความปลอดภัยเต็มระบบจากค่ายเกาหลี

          ผู้ผลิตรถยนต์ยุคใหม่มักติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูงในรถยนต์เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคนอื่นๆ ปลอดภัยบนท้องถนน แม้ว่าบางยี่ห้อจะนำเสนอเฉพาะระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เช่น ถุงลมนิรภัยหลายใบและกล้องมองหลัง แต่แบรนด์อื่นๆ เช่น ฮุนได ก็ติดตั้งเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัยให้กับรถยนต์ของตน เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่คืออะไร? เทคโนโลยีนี้ใช้กล้อง เซ็นเซอร์ เรดาร์ การเตือน และการเตือนเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนน

          ฮุนได สมาร์ทเซนส์ คืออะไร?

          Hyundai SmartSense คือชุดเทคโนโลยีและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงของแบรนด์ที่ติดตั้งในยานพาหนะเพื่อให้การเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้น ระบบใช้ระบบอัตโนมัติและการปรับตัวเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมและหลีกเลี่ยงการชนได้

          เครือข่ายเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายขั้นสูงของ Hyundai SmartSense มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

          ระบบช่วยหลีกเลี่ยงการชนด้านหน้าพร้อมการตรวจจับคนเดินถนน
          ระบบหลีกเลี่ยงการชนด้านหน้าของฮุนไดพร้อมการตรวจจับคนเดินถนนจะเตือนคุณเมื่อกำลังจะเกิดการชนกับรถยนต์หรือคนเดินเท้าที่อยู่ข้างหน้าคุณ ระบบจะใช้การเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติเพื่อดำเนินการ โดยจะเบรกรถโดยอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการชน

          ระบบช่วยหลีกเลี่ยงการชนจุดบอด
          เมื่อคุณขับรถลงทางด่วนและจำเป็นต้องเปลี่ยนเลน คุณต้องใช้กระจกมองข้างและกระจกมองหลังเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรถในเลนอื่นที่คุณอาจชนกัน อย่างไรก็ตาม ยานพาหนะบางคันมีจุดบอดที่สามารถบดบังการมองเห็นของคุณได้ ด้วยระบบช่วยหลีกเลี่ยงการชนจุดบอด เมื่อคุณเปิดสัญญาณเพื่อเปลี่ยนเลนและระบบตรวจพบยานพาหนะที่กำลังเข้าใกล้ ระบบจะแจ้งเตือนคุณและใช้เบรกหน้าซ้ายหรือขวา

          จอภาพมุมมองจุดบอด
          ทันทีที่คุณเปิดใช้งานสัญญาณไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลน แผงหน้าปัดดิจิทัลของฮุนไดจะแสดงฟีดข้อมูลสดอัตโนมัติเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในจุดบอดของคุณจากกล้องกระจกมองข้าง จากนั้นคุณจะเห็นได้ว่าเมื่อใดจึงจะปลอดภัยในการเปลี่ยนเลน

          ระบบช่วยติดตามเลน
          บางครั้งผู้ขับขี่อาจเสียสมาธิขณะเดินทางลงทางด่วน หากคุณเริ่มออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบช่วยติดตามเลนจะค่อยๆ บังคับรถกลับไปที่กึ่งกลางเลน

          ระบบช่วยรักษาเลน
          หากคุณเปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดสัญญาณ ระบบช่วยรักษาเลนจะส่งการแจ้งเตือนด้วยเสียงและภาพเพื่อแจ้งให้คุณทราบว่ารถของคุณไม่อยู่ในเลน หากคุณไม่ตอบสนองทันเวลา ระบบจะใช้พวงมาลัยแก้ไข

          คำเตือนความสนใจของผู้ขับขี่
          ระบบเตือนความสนใจของผู้ขับขี่จะตรวจสอบพฤติกรรมของคุณเพื่อตรวจจับการขับรถที่ง่วงนอนหรือไม่ตั้งใจ หากตรวจพบรูปแบบที่ผิดปกติหรือผิดปกติ เช่น การดริฟท์ ความเร็วที่แตกต่าง หรือการเคลื่อนไหวที่อาจเป็นอันตรายอื่นๆ ระบบจะส่งเสียงเตือนพร้อมกับข้อความเตือนบนหน้าจอแผงหน้าปัด

          ระบบช่วยไฟสูง
          เมื่อขับรถในเวลากลางคืนหรือในสภาพที่มืดครึ้ม คุณมักจะต้องตั้งค่าไฟสูงของไฟหน้าเพื่อเพิ่มความชัดเจน อย่างไรก็ตาม คุณต้องหรี่ไฟสูงเมื่อมีรถคันอื่นเข้ามาใกล้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อทัศนวิสัยของผู้ขับขี่อีกราย กระบวนการนี้อาจน่าเบื่อ ระบบช่วยไฟสูงจะปรับไฟหน้าจากสูงไปต่ำโดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบยานพาหนะที่กำลังเข้าใกล้ เมื่อรถผ่านไปแล้ว ระบบจะสลับไฟหน้ากลับไปเป็นไฟสูงโดยอัตโนมัติตามต้องการ


          ฮุนไดทุกรุ่นมีการติดตั้งเทคโนโลยี SmartSense ขั้นพื้นฐาน รุ่นอื่นๆ มาพร้อมฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่เพิ่มเติม เช่น ระบบควบคุมความเร็วคงที่อัจฉริยะพร้อมระบบหยุดและไป ระบบเตือนการออกอย่างปลอดภัย ระบบแจ้งเตือนผู้โดยสารด้านหลัง และระบบช่วยเหลือการขับขี่กึ่งอัตโนมัติบนทางหลวง

          การมีเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ในรถของคุณก็เหมือนกับการมีสายตาอีกข้างคอยจับตาดูถนนและผู้ขับขี่คนอื่นๆ หากคุณมีวัยรุ่นหรือผู้ขับครั้งแรก คุณจะอุ่นใจได้มากขึ้นเมื่อรู้ว่าพวกเขาจะมีระบบที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่คอยรักษาความปลอดภัยให้กับพวกเขา

          Hyundai Staria Premium สเปค ราคา

          เจาะสเปคราคา New Hyundai Staria Premium รถเด่นจากงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2024
          ทำความรู้จัก New Hyundai Staria Premium สเปค และ ราคา เปิดตัวครั้งแรกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

          New Hyundai Staria Premium 2024 เปิดตัวครั้งแรกในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2024 เป็นรถยนต์ครอบครัวสไตล์หรูที่บริษัทฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) นำเสนอ เพื่อเฉลิมฉลองการดำเนินธุรกิจครบรอบ 1 ปีในประเทศไทย โดยเน้นการออกแบบที่เริ่มต้นจากภายในสู่ภายนอกและฟังก์ชันการใช้สอยในห้องโดยสารเป็นหลัก

          สเปคราคาของ New Hyundai Staria Premium 2024 ได้รับการเพิ่มเติมที่งานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2024 โดยได้ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พื้นที่สูงสุด ให้อิสระในการปรับตำแหน่งที่นั่งมากกว่า และมอบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ทำให้เหมาะสำหรับนักธุรกิจและครอบครัวตัวจริงที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้งานรถยนต์ MPV ในชีวิตประจำวันของตน.

          ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาและสเปคราคาสามารถตรวจสอบได้จากตัวแทนจำหน่ายของ Hyundai ใกล้บริเวณของท่านหรือผ่านช่องทางการติดต่ออื่นๆที่บริษัทมีให้บริการ

          New Hyundai Staria Premium 2024 น่าสนใจได้แก่:

          1. เครื่องยนต์และประสิทธิภาพ: รถยนต์นี้มาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย เช่น เครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ตอบสนองต่อการใช้งานทั้งในเมืองและในทางด่วน
          2. การออกแบบภายนอกทันสมัย: New Hyundai Staria Premium 2024 มีลักษณะการออกแบบที่ทันสมัยและดึงดูดความสนใจ มีเส้นโค้งเรียบขอบอ่อนที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และมีรายละเอียดดีไซน์ที่เพิ่มความหรูหรา
          3. เทคโนโลยีและความสะดวกสบาย: ระบบเทคโนโลยีใน New Hyundai Staria Premium 2024 มีการพัฒนาอย่างใหญ่ขึ้น เช่น ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ระบบสื่อสารและบันทึกข้อมูลบนหน้าจอแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ และการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนอย่างรวดเร็วผ่านการรองรับ Android Auto และ Apple CarPlay
          4. ความสวยงามและคุณภาพภายใน: ภายในห้องโดยสารของ New Hyundai Staria Premium 2024 มีการออกแบบอย่างละเอียด พร้อมส่วนผสมวัสดุคุณภาพสูงที่สร้างความสบายและสมหวังในการใช้งาน
          5. ความปลอดภัย: ระบบความปลอดภัยใน New Hyundai Staria Premium 2024 ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ เช่น ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะเพื่อลดความเสี่ยงจากการชนกับรถหรือวัตถุในทางข้าง ระบบช่วยเส้นทางเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนเลนหรือการถอยหลังปลอดภัยยิ่งขึ้น และมีระบบกันสปินสำหรับความเสี่ยงจากการล้มเหวี่ยง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้โดยสารมีความมั่นใจในการเดินทางทุกครั้ง
          6. ความหรูหราและสะดวกสบาย: ภายใน New Hyundai Staria Premium 2024 มีการจัดออกแบบให้มีการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม และมีการติดตั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น ที่วางแก้วน้ำคอยล์ที่หลากหลายในห้องโดยสาร และการปรับระดับอากาศอัตโนมัติเพื่อความสะดวกสบายของผู้โดยสารทุกคน
          7. ความสามารถในการควบคุม: New Hyundai Staria Premium 2024 มาพร้อมกับระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทันสมัย เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างสะดวกสบายและปลอดภัย รวมถึงระบบช่วยเสมอภาพถ่ายข้างหลังเพื่อความชัดเจนในการเลี้ยวหรือถอยรถ
          8. ความยืดหยุ่นในการใช้งาน: New Hyundai Staria Premium 2024 มีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่นั่ง การปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้งาน และการเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์การขับขี่ที่คุ้มค่าและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
          9. ความยั่งยืนและคุณภาพ: โดยเน้นไปที่ความยั่งยืนและคุณภาพของรถยนต์ที่สูงสุด ซึ่ง New Hyundai Staria Premium 2024 ได้รับการออกแบบและพัฒนาด้วยมาตรฐานที่สูง โดยใช้วัสดุคุณภาพดีที่มั่นใจได้ว่าจะให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าพอใจและเชื่อถือได้ในระยะยาว
          10. ข้อได้เปรียบเพิ่มเติม: ในเวอร์ชัน New Hyundai Staria Premium 2024 นี้อาจมีการเพิ่มเติมคุณสมบัติหรืออุปกรณ์ที่ทำให้รถยนต์นี้มีความสมบูรณ์และความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้การใช้งานเป็นไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

          ความเปลี่ยนแปลงของ New Staria Premium จะมีการปรับโลโก้ใหม่, เพิ่มช่องชาร์จ USB Type C, ติดตั้งเสาอากาศแบบ Shark Fin และล้อสีดำแบบ High Gloss ขุมกำลังเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.2 ลิตร กำลังสูงสุด 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 431 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะที่ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ รวมทั้งมลพิษลดลงตามมาตรฐาน Euro 5

          นอกจากนี้ New Staria Premium 2024 ได้รับการออกแบบเพื่อความสบายที่ไม่สิ้นสุด ด้วยประตูสไลด์ไฟฟ้าสองฝั่ง, ประตูท้ายไฟฟ้า Smart Power และ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่งด้านหน้า–ด้านหลังติดตั้งระบบ Hyundai SmartSense ซึ่งมี ADAS หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงหลายรายการ

          ราคาจำหน่าย New Hyundai Staria 2024 2 รุ่นย่อย:

          • รุ่น New Staria Premium Trend S: ราคา 1,819,000 บาท
          • New Staria Premium: 2,419,000 บาท

          เนต้า X

          NETA X  รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ Compact  SUV โดดเด่นด้วยดีไซน์ มาพร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางตอบสนองไลฟ์สไตล์ความบันเทิงของคนรุ่นใหม่และฟังก์ชันการใช้งานด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ มีแผนเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ตลาดประเทศไทยด้วยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายน2567

          เนต้า อัพเดทแผนส่งออกรถจากไทย2แสนคัน/ปีล่าสุดประธานบินตรงพบBOI

          ประธานเนต้าหารือ BOI รับบัตรส่งเสริมร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่แพลทฟอร์ม X ได้เผยแพร่คริปวีดีโอสั้นๆ จากรองประธานของเนต้าเพื่ออัพเดทแผนการส่งออก

          รายงานข่าวจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทเนต้าออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เนต้าจากประเทศจีน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายจาง หย่ง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเนต้า ( NETA)ได้เข้าพบนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOIในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อหารือแผนธุรกิจเชิงลึกและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความร่วมมือและการพัฒนาธุรกิจของเนต้า ในโอกาสนี้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มอบบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle -BEV) อย่างเป็นทางการให้แก่เนต้า

          จาง หย่ง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเนต้า (ขวา) รับบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการBOI

          นายจาง หย่ง ได้ชื่นชมผลการดำเนินงานของเนต้า ในประเทศไทย ซึ่งไทยถือเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพสูงและเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกโดยเนต้า นั้นได้จัดตั้งบริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัดเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทยรวมทั้งเป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์สําหรับการขยายธุรกิจของ เนต้าในภูมิภาคอาเซียน โดยในปี2566 เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) มีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ2 ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยและปัจจุบันมีฐานลูกค้ามากกว่า15,000 รายทั่วประเทศอีกทั้งยังมีโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานกว่า50 แห่งทั่วประเทศ

          สำหรับแผนของเนต้า ในปี2567 เนต้า จะเดินหน้าแผนงานในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์“All in Thailand, All for Thailand”ซึ่งประกอบด้วย5 กลยุทธ์หลักได้แก่การเริ่มต้นการผลิตภายในประเทศ การเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง 1 รุ่นทุกปี การเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกทีมที่เป็นคนไทยมากกว่า85% การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นรวมไปถึงการสร้างแบรนด์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ

          เนต้ามี โรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นความร่วมมือระหว่าง NETA กับ บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด  ถือเป็นโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า100% แห่งแรกของเนต้าที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน เป็นโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร “พระนครฟรีโซน” นิคมอุตสาหกรรมบางชัน พื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร  โดยรถรุ่นแรกที่เริ่มผลิตคือเนต้า วี II เปิดสายการผลิตครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม2567 ทั้งนี้โรงงานในประเทศไทย มีกำลังการผลิต2แสนคัน/ปี นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของแผนงานระดับสากล ที่ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนสร้างฐานการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานการผลิตในระดับสากลเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการพัฒนาในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยโรงงานในประเทศไทยแห่งนี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเนต้า

          รายงานข่าวสุดของเนต้า บนแพลทฟอร์ม X (ทวีสเตอร์) เผยแพร่คริปวีดีโอสั้นๆ ของ อลัน โจว รองประธาน NETA และประธานฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ ระบุว่าเนต้าจะสร้างเครือข่ายดีลเลอร์ ให้ครบ 100 แห่ง เพื่อเสริมสร้างบริการหลังการขายและประสบการณ์ของลูกค้าในไทย ขณะที่ก็จะขยายการผลิตของโรงงานในไทย ในระยะ 3-5ปี เพื่อเพิ่มการส่งออก

          เยาวชนทั่วเอเชียร่วมแข่งขันกอล์ฟก้าวแรกสู่เวทีโลก

          Mazda AJGA Thailand Junior Championship 2024

          กรุงเทพฯ, เริ่มแล้ว

          นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การแข่งขันกอล์ฟเยาวชนระดับโลก MAZDA AJGA THAILAND JUNIOR CHAMPIONSHIP 2024 ได้เริ่มต้นแล้ว โดยการแข่งขันกอล์ฟ MAZDA AJGA THAILAND JUNIOR CHAMPIONSHIP 2024 นับเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีเยาวชนจากทั่วทวีปเอเชียเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ จำนวน 132 คน รวมทั้งเยาวชนจากประเทศไทย และเยาวชนไทยที่มาสด้าได้คัดเลือกเข้าร่วมอีก 12 คน คือ ประเภทชาย 6 คน และประเภทหญิง 6 คน การแข่งขันในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2567 ณ สนามกอล์ฟ Lotus Valley Golf Resort จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการสนับสนุนการแข่งขันในครั้งนี้ ประกอบด้วย มาสด้า โรเล็กซ์ อาดิดาส และเทเลอร์เมด

          “มาสด้ามีความเชื่อในคุณค่าของการ uplift ประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้า มีจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และกล้าที่จะลุกขึ้นสู้ เฉกเช่นเดียวกับการเป็นนักกีฬาที่ต้องมีความขยันอดทน หมั่นฝึกซ้อม มีความมานะ ต่อสู้กับตนเองและสภาพแวดล้อม เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคต ต่อยอดไปถึงการเล่นกอล์ฟระดับอาชีพ เช่นเดียวกับนักกอล์ฟชื่อดังหลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จ อาทิ Tiger Woods, Phil Mickelson, Jordan Spieth, Nelly Korda หรือแม้กระทั่งโปรกอล์ฟหญิงขวัญใจชาวไทย อาทิ โปรแพตตี้, โปรโม, โปรเมย์” ที่เคยผ่านโครงการนี้มาแล้วทั้งสิ้น”

          การแข่งขันดังกล่าว ถูกจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสและจุดประกายความฝันให้กับนักกอล์ฟทั้งเยาวชนชายและเยาวชนหญิงได้เข้าร่วมแข่งขันกอล์ฟระดับนานาชาติ และที่สำคัญ ผู้ที่ชนะเลิศการแข่งขันในครั้งนี้จะคว้าสิทธิ์ เข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทันที โดยเยาวชนที่ได้รับโอกาสเดินทางไปเล่นกอล์ฟที่สหรัฐอเมริกานั้นจะมีโค้ชจากโรงเรียนชื่อดัง หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำมาสังเกตุการณ์ และอาจได้รับการเสนอทุนการศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อและเป็นตัวแทนนักกีฬารวมถึงโอกาสในการร่วมการแข่งขัน เพื่อปูทางก้าวสู่เส้นทางการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพในอนาคตต่อไป

          ทั้งนี้ มาสด้ายังคงเดินหน้าในการส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” Joy of Driving ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ “ความสุขในการดำเนินชีวิต” ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคน มาสด้าเชื่อว่าในทุกช่วงเวลาที่เราเดินไปพร้อมกัน ทุกลมหายใจจะพาคุณเติบโตและไปได้ไกลกว่า พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ออกไปค้นพบโลกกว้างในอีกหลากหลายแง่มุม และส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กันและกัน มาสด้าพร้อมจะก้าวไปกับคุณในทุกเส้นทาง เพื่อก้าวสู่วันพรุ่งนี้และอนาคตที่สดใส ขับเคลื่อนชีวิตไปด้วยกัน

          ซูซูกิ หั่นราคารถเก๋งเล็กCELERIO สูงสุด 11% ผ่อนเฉียด 100เดือน เก๋งราคาประหยัดร้อนระอุ

          การออกแบบแนวแฮทแบคให้ความสปอร์ตปราดเปรียว

          หลังจากตลาดรถยนต์ไทย ชะลอตัวหนักและการรุกของตลาดรถจากจีนส่งผลให้ ซูซูกิ ค่ายรถเก๋งราคาประหยัด งัดกลยุทธ์”ราคา”สู้ศึก หั่นเก๋งเล็กเซเลริโอ 5-11% ส่งผลราคาทุกรุ่นย่อย ต่ำกว่า 4 แสนบาท พร้อมผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,302 บาท นานสูงสุด 99 เดือน

          2 พฤษภาคม2567 นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ จากญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ช่วงที่ผ่านมามีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคมีความหลากหลายและมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามลูกค้ายังคงมองหารถยนต์คุณภาพดี ดูแลรักษาง่าย และประหยัดพลังงาน เพื่อนำไปใช้งานได้อย่างคุ้มค่า คุ้มราคา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบครัน

          ซูซูกิ ซึ่งมีแนวทางการทำงานด้านงานบริการลูกค้าอย่างใกล้ชิด จึงเล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ที่สามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้ง่าย ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย มีค่าบำรุงรักษาที่สมเหตุสมผลมอบความคุ้มค่าในทุกมิติ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังทรงตัว แต่ยังมีความจำเป็นในการต้องใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน ซูซูกิ จึงจัดโปรโมชั่นพิเศษ ด้วยการแนะนำ SUZUKI CELERIO ราคาพิเศษ! เริ่มต้นเพียง 319,900 บาท พร้อมด้วยระยะเวลาการผ่อนนานถึง 99 เดือน เริ่มต้นเพียงเดือนละ3,302 บาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567จำนวนจำกัด

          ราคาจำหน่าย เซเลริโอ อัพเดท

          รุ่นราคาจำหน่ายเดิม (บาท)ราคาจำหน่ายพิเศษ (บาท)เปลี่ยนแปลง (%)
          CELERIO GA MT338,000.-319,900.--5.6
          CELERIO GL CVT416,000.-379,900.--8.6
          CELERIO GL UP423,000.-391,900.--7.3
          CELERIO GX CVT452,000.-399,900.--11.5

          ถ้าคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือบางสิ่งอื่น ๆ กรุณาแจ้งให้ฉันทราบครับ!

          SUZUKI CELERIO ตอบสนองการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบให้ทั้งประโยชน์ใช้สอยและความประหยัดพร้อมค่าบำรุงรักษาที่สมเหตุสมผล ขนาดห้องโดยสารที่กว้างสบาย มีพื้นที่บริเวณเหนือศีรษะและพื้นที่วางขาสบายทั้งที่นั่งตอนหน้าและตอนหลัง พร้อมด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ จุสัมภาระได้มากเกินคาด มาพร้อมสีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา สีแดง สีดำ และสีขาว

          ผู้ขับขี่ยังมั่นใจได้ในสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ K10B ขนาด 1.0 ลิตร มอบพละกำลังและความสามารถเกินตัว มีสมรรถนะการขับที่ดี ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรูปลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นสะดุดตา  เสริมความอุ่นใจด้วยระบบและอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยมาตรฐานตอกย้ำภาพลักษณ์ของซูซูกิซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอีโคคาร์

          สำหรับ ซูซูกิ มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายไว้รองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะรถยนต์ในกลุ่มประหยัดพลังงาน นับว่ามีความโดดเด่นทั้งเรื่องของดีไซน์ สมรรถนะดีประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่ายพร้อมค่าบำรุงรักษาที่สมเหตุสมผล มอบความคุ้มค่าในทุกมิติจนเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่ลูกค้าให้การยอมรับเป็นอย่างดี 

          อีกหนึ่งในสินค้าที่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่องและยังเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่อย่าง SUZUKI SWIFT มาพร้อมแคมเปญพิเศษเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบและต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นนี้ด้วยเช่นกัน 

          เซอเลริโอ (CELERIO ) รถเล้ก 1000 ซีซี

          SUZUKI SWIFT

          • เลือกรับข้อเสนอ ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 5,780 บาท นานสูงสุด 99 เดือนพร้อมรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท

          • หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 0%นาน48 เดือน

          • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

          SUZUKI ERTIGA SMART HYBRID

          •ราคาเริ่มต้น 699,000 บาทพร้อมรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 7,126 บาทนานสูงสุด 99 เดือน

          •พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

          NEW SUZUKI XL7 HYBRID

          •ราคาพิเศษช่วงแนะนำ 799,000 บาทพร้อมรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 8,146 บาทนานสูงสุด 99 เดือน

          •พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

          SUZUKI CARRY

          • รับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท

          • หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.99% นาน 60 เดือน

          • หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท

          • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

          ทั้งนี้ โปรโมชั่นพิเศษดังกล่าว มอบให้แก่ลูกค้าที่สนใจและต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิ โดยจองและรับรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 นี้ทั้งนี้เงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิที่มีมากกว่า 105 แห่ง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยซูซูกิเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของซูซูกิยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค เพราะนอกจากเป็นรถยนต์ที่มอบความคุ้มค่า ยังเป็นรถที่ดูแลง่าย มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสมเหตุสมผลในราคาที่เป็นมิตรกับลูกค้า   ซึ่งเรายังมีความมุ่งมั่นในการยกระดับงานบริการให้ดียิ่งขึ้นเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน ซูซูกิยังมีความตั้งใจจริง ที่ต้องการจะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต

          เกียรติธนา ขนส่ง เร่งศึกษา การใช้E-Truckขานรับนโยบายบอร์ดอีวี

          ชี้ระบบนิเวศน์ของ eTruckยังไม่ตอบโจทย์รถใหญ่

          นายเมฆ มนต์เสรีนุสรณ์ รองกรรมการผู้จัดการด้านการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เกียรติธนา ขนส่ง จำกัด (มหาชน) หรือ KIAT ผู้นำในการให้บริการด้านการขนส่งวัตถุอันตรายและสินค้าพิเศษที่เน้นความปลอดภัยสูง เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรถบรรทุก eTruckให้บริการลูกค้าในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่ออกมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทั้งรถโดยสารไฟฟ้า (E-Bus) และรถบรรทุกไฟฟ้า (E-Truck) เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการลดการปล่อยคาร์บอน ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมถึงช่วยสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศ

          เร่งศักษาเพิ่มฟีด eTruck

          นโยบายดังกล่าวถือเป็นนโยบายที่ดีที่จะสนับสนุนให้ภาคขนส่งเข้าถึงโอกาสการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ง่ายขึ้น และถือเป็นนโยบายที่มาถูกทางแล้วเพราะสอดคล้องกับความต้องการของกระแสโลกและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่จะถูกกำหนดมาตรฐานการปล่อยคาร์บอนของการดำเนินธุรกิจทั่วโลก

          “แม้ว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายที่ดีและทุกฝ่ายพร้อมสนับสนุนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ภาคธุรกิจยังจะต้องร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศน์ของ eTruckให้เพียงพอเพื่อให้ปัญหาอุปสรรคในการใช้ eTruck เหลือน้อยที่สุด เราเองก็เห็นทิศทางการใช้ eTruck ที่กระแสกำลังพัฒนาจากรถเก๋งมาที่ 10 ล้อและจะต่อไปถึงหัวลาก บริษัทกำลังศึกษาแผนการนำ eTruck มาใช้ใน Fleet ของเรา” นายเมฆ กล่าว

          ภายใต้นโยบายของบอร์ดอีวี บริษัทหรือนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการซื้อรถโดยสารหรือรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้งานโดยไม่มีกำหนดเพดานราคาขั้นสูง โดยกรณีซื้อรถที่ผลิต/ประกอบในประเทศสามารถนำมาหักค่าใช้จ่าย ได้ 2 เท่าและในกรณีนำเข้ารถสำเร็จรูปจากต่างประเทศสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่าโดยมาตรการนี้จะมี ผลใช้บังคับจนถึงสิ้นปี2568

          การออกมาตรการสนับสนุนการใช้รถโดยสารไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดจากมาตรการ EV3 และ EV3.5 ที่เน้นกลุ่มรถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์และรถกระบะเป็นหลัก ซึ่งบอร์ดอีวีคาดว่าการสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครั้งนี้ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 10,000 คันซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอีวีของภูมิภาคในรถยนต์ทุกประเภท

          ชี้รถใหญ่ มีข้อจำกัดการชาร์จ

          อย่างไรก็ตาม นายเมฆ กล่าวว่าอุปสรรคสำคัญของการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าคือข้อจำกัดของการชาร์จไฟ ซึ่งภาคขนส่งจะต้องมีระยะการวิ่งต่อวันประมาณ 400 – 500 กิโลเมตรต่อวัน และในทางปฏิบัติ การใช้รถมากกว่า 70%  ของจำนวนรถที่วิ่งให้บริการ เป็นการวิ่งในช่วงเวลากลางวัน และจอดในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งหากมีการใช้รถไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์แล้ว จะทำให้เกิดคอขวดของระบบการชาร์จไฟ อีกทั้งในปัจจุบัน ภาคการผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลี่ยม เช่นโรงกลั่นและปิโตรเคมี ยังไม่อนุญาตให้ยานยนต์ไฟฟ้าเข้าพื้นที่ของโรงงานเหล่านี้ เนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของโรงงานเหล่านี้

          “อุปสรรคอีกข้อคือราคาของรถ eTruck แพงกว่ารถหัวลากหรือรถบรรทุกดีเซลเกือบเท่าตัวในขณะนี้ ทำให้การนำนโยบายเข้าสู่ภาคปฏิบัติจะต้องใช้งบประมาณลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนค่าไฟสำหรับรถภาคขนส่ง ก็จะยิ่งเป็นการดึงดูดให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนมากขึ้น เหมือนกับ NGV ช่วงแรกที่รัฐสนับสนุนในการเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิง” นายเมฆ กล่าว

          นายเมฆ กล่าวว่าปัจจุบัน KIATมีการศึกษาเชื้อเพลิงทางเลือกอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น EV และ LNG ซึ่งจะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป และอาจมีการแบ่งการใช้งานเพื่อตอบโจท์งานแต่ละงานของบริษัทฯ

          Mercedes-AMG G 63 “Grand Edition” แพงสุดในไลน์อัพ G-Class

          ราคา 23.4ล้านบาท รถที่เป็นที่สุดของเอสยูวี ในไลน์อัพ Mercedes-AMG

          Mercedes-AMG G 63 ยนตรกรรมสุดคลาสสิคในรูปแบบเอสยูวีขนาดใหญ่ ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดันในสไตล์ G-Class มาพร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ “Grand Edition”

          ที่มีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลกเท่านั้น ทรงพลังด้วยสมรรถนะจากเครื่องยนต์เบนซินรหัส M177V8สูบ 4.0 ลิตร 3,982 ซีซีพร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบ Direct-Injection พ่วงระบบอัดอากาศ Bi-Turboให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่ 2,500 – 3,500 รอบต่อนาที ติดตั้งเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT อัตโนมัติแบบ 9 จังหวะ มีอัตราเร่งจาก

          0-100 กม./ชม. เพียง 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMGPERFORMANCE 4MATIC all-wheel drive ที่ทำให้รถยนต์คันนี้เป็นสุดยอดยนตรกรรมสำหรับการ

          ตะลุยเส้นทางแบบออฟโรดได้อย่างไร้ที่ติ

          ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยสีตัวถังพิเศษ สีดำ MANUFAKTUR night black mango ตกแต่งเพิ่มเติมบริเวณกันชนหน้าและหลังด้วยสีทองและตราดาวที่กระจังหน้า เสริมความลักชัวรี่ด้วยโลโก้ดาวสามแฉกที่ฝาครอบยางอะไหล่ ลวดลายกราฟิกสีทองKalaharigoldรวมถึงโลโก้ AMG และ Mercedes บริเวณรอบคันรถ ช่วงล่างติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว สีทอง Tech Gold พร้อมฝาครอบดุมล้อสีดำด้านและตราดาวสามแฉกสีทองด้านในที่ตัดด้วยคาร์ลิปเปอร์สีแดงจาก AMG และเมื่อเข้ามายังภายในรถยนต์ ยังคงความลักชัวรี่ด้วยการตกแต่งที่เน้นสีดำและสีทองเป็นหลัก รังสรรค์ด้วยวัสดุโครเมียมแบบด้าน และตกแต่งด้วย
          ทริมลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผสานเส้นใยสีทองแดงมาพร้อมเบาะนั่งหุ้มหนังแท้สีดำ MANUFAKTUR black Nappa เดินตะเข็บด้ายสีทองรอบตัวเบาะ ทั้งยังมีการติดตั้งเทคโนโลยี ระบบความบันเทิง และระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้เดินทางด้วยความประทับใจในทุกโมเมนต์

          ราคา 23,400,000 ล้านบาท

          ท็อปออฟเดอะไลน์ ตระกูล GLCรู้จัก GLC 350 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic

          รถตัวทอปล์ของเอสยูวี ขนาดกลาง ราคา3.434ล้านบาท ระยะขับไฟฟ้า 120กม.

          GLC 350 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic

          GLC Coupé เป็นรถเอสยูวีทรงสปอร์ตคูเป้รุ่นที่สองหลังจากเอสยูวี Mid-size อย่าง GLE Coupé
          โดยเปิดตัวเจเนเรชั่นแรกเมื่อปี 2016 ต่อมามีการปรับโฉมในปี 2019 จนเดินทางมาถึงเจเนเรชั่นที่ 2 ภายใต้รหัสตัวถัง C254 มาพร้อมการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสมรรถนะแบบสปอร์ตและเทคโนโลยีล้ำสมัยภายใต้คอนเซปต์ “PACKED WITH PASSION”ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดผ่านเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังแรงม้ารวมสูงสุด 313 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 550 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 6.7 วินาที
          โดดเด่นด้วยระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ไกลถึง 120 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTPรองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charge) สูงสุด 60 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก
          0 – 80% เพียง 20นาที สะดวกสบายด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระที่สามารถจุได้มากถึง 390 – 1,335 ลิตร (เพิ่มขึ้น +40L. และ +85L.)

          ดีไซน์ภายนอกของ GLC 350 e 4MATIC Coupé AMG Dynamicตกแต่งด้วยชุดแต่งAMG Lineติดตั้งไฟหน้าแบบDIGITAL LIGHTพร้อม Adaptive Highbeam Assist ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตรด้านบนเพิ่มหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้า ส่วนช่วงล่างติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด20 นิ้ว ผสานการทำงานของAir comfort suspension in rearเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ไปอีกขั้นด้วยระบบเตือนให้ขับอยู่ในเส้นทาง(Lane Tracking Package) นอกจากนี้ ยังตอบโจทย์การขับขี่แบบ Off-Road ด้วยการติดตั้งOff-Road Engineering Package ที่มีการเสริมเหล็กใต้ท้องรถแบบ Underbody protection พร้อมกล้องรอบคัน 360° ที่ให้การแสดงผลใหม่แบบ Transparent bonnet ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพจริงที่บริเวณพื้นด้านหน้ารถและใต้ท้องรถในขณะขับขี่ อีกทั้งยังมีความปลอดภัยที่มีการติดตั้งมาอย่างเต็มระบบ

          ราคา 4.340,000 บาท

          EZ-6 มาสด้าไฟฟ้าวิ่ง600 กม.

          มาสด้า EZ-6 เวอร์ชั่นจีน ผลผลิตฉางอานมาสด้า

          หนึ่งในรถยนต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในงาน ออโต้ ไชน่า 2024 เนื่องจากหลายคนจับตาดูความเคลื่อนไหวของมาสด้าในแง่การพัฒนารถยนต์ยุคต่อไปซึ่งเป็นไปตามคาดมาสด้า จับมือพันธมิตร ฉางอานในจีนส่งรถเก๋งซีดาน ขนาดกลางที่มีระหัสว่า EX-6 ลงทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

          Mazda EZ-6 เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในซีรีส์ (รถยนต์พลังงานใหม่) ที่พัฒนาและผลิตโดย Changan Mazda ร่วมกับ Mazda และ Chongqing Changan Automobile Co., Ltd. (Changan Automobile) และจะเปิดตัวในประเทศจีน ภายในสิ้นปี 2567

          MAZDA EZ-6 เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งผสมผสานภาษาการออกแบบของ Mazda, KODO-Soul of Motion และสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเน้นไปที่ความรู้สึกในการขับขี่ Jinba-ittai (รถยนต์และคนขับเป็นหนึ่งเดียว) เข้ากับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงและ เทคโนโลยีอัจฉริยะที่จัดทำโดย Changan Automobile MAZDA EZ-6 จะมี 2 รุ่นให้เลือก ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ลูกค้าในประเทศจีนจะสามารถเลือกระบบส่งกำลังที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และความชอบ

          การออกแบบของ MAZDA EZ-6 มีพื้นฐานมาจากธีม “Authentic Modern” โดยพยายามจับภาพจิตวิญญาณที่มีชีวิตชีวาและความสง่างามของปรัชญาการออกแบบ “Soul of Motion” ของ Mazda ซึ่งแสดงออกผ่านสไตล์ขั้นสูงที่เหมาะสมกับยุคของรถยนต์ไฟฟ้า โดยรวมแล้วตัวรถแสดงให้เห็นรูปทรงคูเป้ที่เรียบง่ายและลื่นไหล

          สมรรถนะแบบไดนามิกของ MAZDA EZ-6 ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Mazda ในการสร้างรถยนต์ที่ให้ความรู้สึกของ Jimba-ittai ทั้งรถยนต์และผู้ขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกัน การควบคุมและการเบรกที่ออกแบบมาอย่างประณีตช่วยให้รถสามารถตอบสนองความตั้งใจของผู้ขับขี่ได้เป็นเส้นตรง

          MAZDA EZ-6 มีการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ระหว่างด้านหน้าและด้านหลัง(รุ่น BEV) ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าแบบสตรัท ส่วนระบบกันสะเทือนแบบมัลติลิงค์ และสปอยเลอร์หลัง ไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ในความเร็วสูง

          คุณสมบัติอัจฉริยะอื่นๆ ที่ปรับปรุงทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะที่ให้การสนับสนุนผู้ขับขี่ตลอดจนเทคโนโลยีบรรเทาอุบัติเหตุ เทคโนโลยีการจอดรถอัจฉริยะที่ช่วยให้ MAZDA EZ-6 สามารถควบคุมด้วยเสียงได้แม้ในขณะที่คนขับอยู่นอกรถ และเทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะที่ควบคุมได้หลากหลายทั้งการควบคุมด้วยเสียง การสัมผัส และการควบคุมด้วยท่าทาง

          รุ่นไฟฟ้าหรือ BEV มีระยะการขับขี่ ประมาณ 600 กม. ในขณะที่รุ่น PHEV คาดว่าจะมีระยะการขับขี่มากกว่า 1,000 กม. โดยใช้เชื้อเพลิงหนึ่งถัง

          ทดสอบวิ่งนำร่อง”สองแถวไฟฟ้า”Hilux Revo-e โตโยต้าทำไปเพื่อ?

          โตโยต้านำร่องใช้กระบะไฟฟ้าบนถนนจริงโดยมอบรถต้นแบบ12 คันสำหรับรับส่งผู้โดยสารแบบวิ่งประจำทาง หนึ่งในการทดสอบทางวิศวกรรมของค่ายยักษ์ใหญ่ผู้นำตลาดรถโลก

          25เมษายน2567 โตโยต้าได้ส่งมอบรถกระบะไฟฟ้า Hilux Revo-eสำหรับทดลองให้บริการในรูปแบบ
          รถสองแถวโดยสารประจำทางสาธารณะ (Fixed Route)ในพื้นที่เมืองพัทยา เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 – ธันวาคม 2568โดยจะมีการส่งมอบเป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 คัน ภายใต้โครงการฯวางรากฐานระบบขนส่งสาธารณะของเมืองพัทยาให้มีความทันสมัยและปราศจากมลภาวะ

          “ในวันนี้ เราได้เติมเต็มทุกการขับเคลื่อน เพื่อเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะภายใต้แนวทาง Multi PathwayโดยการนำรถกระบะHilux Revo-eมาดัดแปลงเป็นรถสองแถว เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในเมืองพัทยาทั้งนี้ ต้องขอบคุณความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ให้ความร่วมมือในการผลักดันพัทยาให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะของไทย ในด้านการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันเป็นส่วนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน ต่อไป”นายสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าว

          ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวและประชาชนในเมืองพัทยาให้ความสนใจใช้บริการรถยนต์พลังงานทางเลือกของโตโยต้าที่ส่งรถเข้าร่วมโครงการฯไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 4,500 ครั้ง รวมเป็นระยะทางกว่า 335,000 กิโลเมตร

          โครงการทดลองนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็น กระบะโตโยต้าแบบไฟฟ้า100% วิ่งบนถนนจริงอย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ สะท้อนภาพ อย่างช้าๆ จากแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อแข่งขันในตลาดของโตโยต้า โตโยต้ายังคงใช้ เวลาในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอีกยาวนานแม้ว่า จะเปิดตัวกระบะไฟฟ้ามาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในระดับโลก โตโยต้าแสดงความตั้งใจที่ยังไม่ มุ่งเน้น รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดแมส

          แผนการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวังนี้แสดงให้เห็นข้อจำกัดบางอย่างที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างโตโยต้าต้องก้าวข้ามและ เป็นท่าทีที่แตกต่างไปจาก กลยุทธ์ในอดีตที่โตโยต้าเคยเป็นผู้นำเทรนด์ ไฮบริดและทุ่มเทกับการสร้างตลาดไฮบริดอย่างจริงจังในประเทศไทย แม้ว่า ที่ผ่านมาคู่แข่งจากจีนจะประสบความสำเร็จมากมายในการสร้างส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้โตโยต้าเคยจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในไทยเพียงรุ่นเดียว ก่อนยุติการจำหน่ายไปในระยะสั้นทำให้ปัจจุบัน พอร์ตของโตโยต้าไม่มีไลน์อัพสินค้าที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเลย

          โตโยต้ายังเชื่อว่า การ สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ไม่ได้มีแนวทางเดียว (รถยนต์ไฟฟ้า)ดังจะเห็นว่า รถกระบะไฟฟ้าเป็นเพียงหนึ่งแผนการเตรียมความพร้อมในหลากหลายแนวทาง (MultiPathway)ที่ว่าด้วยการมุ่งมั่นในการพัฒนาทุกความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเสนอนวัตกรรมยานยนต์รูปแบบใหม่ ๆ ทั้งการวิจัยพัฒนาระบบขับเคลื่อนต่าง ๆ ที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน รองรับการใช้งานพลังงานได้หลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมมากนัก

          ยกเว้นรถสาธิต เช่น การเดินทางระยะสั้น (Last mile)ด้วยรถยนต์โตโยต้า รุ่นซีพลัส พอด (C+Pod)การเดินทางระยะกลาง (Inter City)ด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) การประสานความร่วมมือในการเปิดสถานีไฮโดรเจนแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) รุ่นโตโยต้า มิไรซึ่งโตโยต้านำมาสาธิตการใช้งานในรูปแบบของการเดินทางระยะไกล (Long Distance) รับส่งระหว่างสนามบินอู่ตะเภา

          ความร่วมมือกับเมืองพัทยาจึงเป็นเพียง เพื่อศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน การรับรู้ของผู้คน และพฤติกรรมการใช้งาน ภายใต้สภาพแวดล้อมจริง
          การทดสอบในพัทยาอาจช่วยให้โตโยต้าเข้าถึงฐานลูกค้าที่เป็นเป้าหมายในตลาดที่มีความสนใจในการใช้งานรถยนต์พลังงานที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง และทำให้เข้าถึงข้อมูลตลาด อันเป็นข้อมูล สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไปในอนาคต

          นครราชสีมา มาสด้า เอฟซีผงาดคว้าแชมป์ไทยลีก2

          นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ผงาดคว้าแชมป์ไทยลีก 2 สุดยิ่งใหญ่

          นครราชสีมา, 24 เมษายน 2567 – หลังจากมาสด้าประกาศหนุนสวาทแคทต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อลงสู้ศึกไทยลีก 2 ตลอดฤดูกาลนี้ โดยมาสด้ายังคงเชื่อมั่นในสปิริตความเป็นนักสู้ของทีม ส่งผลให้แมตช์ก่อนสุดท้ายที่เดิมพันด้วยตำแหน่งแชมป์ เจ้าแมวพิฆาต ไม่ทำให้แฟนบอลชาวโคราชผิดหวัง ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะทีมหนองบัว พิชญ คู่แข่งสำคัญที่กำลังเบียดกันลุ้นแชมป์ไปสุดมัน 3-0 ผงาดคว้าแชมป์ไทยลลีก2 อย่างยิ่งใหญ่

          นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แมตช์นี้นับเป็นนัดสำคัญยิ่งต่อการตัดสินแชมป์ประจำฤดูกาล มีแฟนบอลหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศเข้าชมการแข่งขันในแมตช์นี้มากสุดถึง 24,556 คน ซึ่งทีมสวาทแคทยังคงครองสถิติอันดับหนึ่งที่มีผู้เข้าชมเกมมากที่สุด

          “วันนี้ทุกคนในทีมต่างร่วมแรงร่วมใจกันลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ด้วยพลังศรัทธาและเชื่อมั่นในสปิริตความเป็นนักสู้ของทุกคนในทีม ซึ่งเป็น ดีเอ็นเอเฉกเช่นเดียวกับชาวมาสด้า เราไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคและเชื่อมั่นในสปิริตความเป็นนักสู้ พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากว่า 100 ปี และอยู่เคียงข้างคนไทยมาถึง 73 ปี และเราจะยังคงอยู่เคียงข้างสังคมไทยตลอดไป มาสด้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ฟุตบอลเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีของผู้คน ไม่ใช่เฉพาะกับชาวโคราชเท่านั้น แต่รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ”

          สำหรับการแข่งขันแมตช์สำคัญในครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญๆ ที่เดินทางมาให้กำลังใจนักเตะของทีมอย่างคับคั่ง ประกอบไปด้วย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาสโมสรฯ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานบริหารสโมสร คณะผู้บริหารของสโมสรฯ พร้อมด้วยผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ รวมถึงเหล่าบรรดานักเตะแมวพิฆาต ทีมสตาฟโค้ช ฝ่ายเทคนิค และนักฟุตบอลเยาวชนจากอะคาเดมี่ ร่วมชมและเชียร์แมตช์นี้จนล้นสนาม

          ตลอดเกมการแข่งขันทั้งสองทีมสู้กันสุดเร้าใจท่ามกลางกองเชียร์กว่า 25,000 คน หลังจบเกมการแข่งขันทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นฝ่ายเอาชนะทีมหนองบัว พิชญ เอฟซี ไปได้ 3-0 คว้าแชมป์ไทยลีก 2 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีพิธีมอบถ้วยฉลองแชมป์สุดอลังการ และได้รับเกียรติอย่างสูงจาก มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่เดินทางมาร่วมชมการแข่งขันและมอบถ้วยเกียรติยศในครั้งนี้

          สำหรับมาสด้าส่งเสริมและสนับสนุนกีฬาฟุตบอลของประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนทีมสวาทแคทมาตั้งแต่สมัยที่ยังเล่นอยู่ในไทยลีก 2 จนทีมสามารถก้าวขึ้นสู่ไทยลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศในฐานะแชมป์ รวมระยะเวลากว่า 11 ปี และโลดแล่นอยู่ในไทยลีกนานถึง 9 ปี แต่เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาทีมสวาทแคทหล่นลงมาเล่นในไทยลีก 2 แต่ทั้งนี้ทางผู้บริหารสโมสรฯ ประกาศชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบรรดาแฟนๆ แมวพิฆาตว่าปีนี้จะต้องกลับขึ้นสู่ไทยลีกให้ได้อีกครั้ง และก็ทำได้สำเร็จพร้อมสร้างความสุขให้กับแฟนบอลด้วยการคว้าแชมป์ไทยลีก 2 มาได้อย่างสวยสดงดงาม โดยไม่แพ้ทีมใดในบ้านถึง 17 นัด และเสียประตูน้อยกว่าทุกทีมตลอดฤดูกาล ซึ่งแมตช์สุดท้ายจะออกไปเยือนทีมจันทบุรีในวันเสาร์ที่ 27 เมษายนนี้

          นิสสัน สาทิตการผลิตออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่

          นิสสัน จัดแสดงสายการผลิตในขั้นทดลองของออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในญี่ปุ่น

          โยโกฮามานิสสันจัดแสดงสายการผลิตในขั้นทดลองของออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่ (all-solid-state battery)ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในญี่ปุ่น แก่สื่อมวลชนที่โรงงานโยโกฮาม่า สายการผลิตในขั้นทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนา นวัตกรรมของเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่

          เครื่องจักรผลิตออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่

          ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวของNissan Ambition 2030นิสสันตั้งเป้าที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้ง ออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่ภายในปีงบประมาณ2028

          ออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่ (All-solid-state battery)จะเป็นผู้เปลี่ยนภาพของรถยนต์ไฟฟ้าด้วยศักยภาพในการมีความหนาแน่นของพลังงานประมาณสองเท่าของแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนทั่วไปรวมถึงลดเวลาในการชาร์จไฟฟ้าที่สั้นลงอย่างมากเนื่องจากประสิทธิภาพของการชาร์จและการคายประจุที่เหนือกว่าและมีต้นทุนที่ลดลงจากวัตดุดิบที่มีราคาต่ำกว่าทั้งนี้นิสสันวางแผนที่จะใช้ออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่ในรถยนต์หลายรุ่นในเซกเมนต์ต่างๆ รวมถึงรถปิกอัพซึ่งจะทำให้รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

          ออลโซลิดสเตตแบตเตอรี่

          นิสสันกำลังเดินหน้าทำการวิจัยและพัฒนาในวงกว้างตั้งแต่การวิจัยวัสดุแบตเตอรี่ระดับโมเลกุลไปจนถึงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารวมถึงการพัฒนาเมืองโดยใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บจากประสบการณ์ในด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่มีมาอย่างยาวนานนิสสันกำลังยกระดับการพัฒนาโดยมีเป้าหมายในการนำไปปฏิบัติจริง

          Nissan Motor Co., Ltd. (สำนักงานใหญ่: Nishi-ku, เมืองโยโกฮาม่า, จังหวัดคานากาว่า; ประธาน: Makoto Uchida) ประกาศเมื่อวันที่ 8 ว่า บริษัทได้เสร็จสิ้นการทดลองผลิตเซลล์ลามิเนตหลายชั้นสำหรับ แบตเตอรี่โซลิดสเตตทั้งหมดเป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาโดยมีเป้าหมายเพื่อจำหน่ายในปี พ.ศ. 2571 เผยแพร่แล้ว บริษัทจะติดตั้งโรงงานแห่งนี้ที่สถาบันวิจัยของบริษัท (นัตสึชิมะ เมืองโยโกสุกะ จังหวัดคานากาว่า) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีของแบตเตอรี่โซลิดสเตตทั้งหมด

          แบตเตอรี่โซลิดสเตตทั้งหมดคาดว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเกม ซึ่งจะส่งเสริมการแพร่กระจายของยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ด้วยความหนาแน่นของพลังงานสูง ซึ่งมากกว่ารุ่นทั่วไปประมาณสองเท่า ประสิทธิภาพการชาร์จและการคายประจุที่ยอดเยี่ยม ซึ่งทำให้เวลาในการชาร์จสั้นลงอย่างมาก และการผสมผสานระหว่างวัสดุที่ราคาถูกกว่า ต้นทุนแบตเตอรี่จึงลดลง ทำให้เหมาะสำหรับกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย รวมถึงรถกระบะด้วย คาดว่าจะติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า

          ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาว ” Nissan Ambition 2030 ” นิสสันตั้งเป้าที่จะนำรถยนต์ EV ที่ติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตตทั้งหมดออกสู่ตลาดภายในปีงบประมาณ 2028 และกำลังสร้างสายการผลิตนำร่องในเมืองโยโกฮาม่าภายในปีงบประมาณ 2024 สู่มวลชน ผลิตแบตเตอรี่โดยมีแผนจะติดตั้งภายในโรงงาน ที่โรงงานผลิตต้นแบบที่เปิดตัวในครั้งนี้ นิสสัน จะตรวจสอบวัสดุ การออกแบบ และกระบวนการผลิต เพื่อดูข้อกำหนดสำหรับต้นแบบการผลิตจำนวนมากในสายนำร่อง บริษัทเชื่อว่าแบตเตอรี่โซลิดสเตทมีศักยภาพในการลดต้นทุนลงเหลือ 75 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในปีงบประมาณ 2028 และลดลงเหลือ 65 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงหลังจากนั้น เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ในระดับต้นทุนเดียวกันกับรถยนต์เบนซิน

          Kunio Nakafusa รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Nissan กล่าวว่า “Nissan มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การวิจัยเกี่ยวกับวัสดุแบตเตอรี่ในระดับโมเลกุล ไปจนถึงการพัฒนารถยนต์ EV ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง และ แม้กระทั่งการพัฒนาเมืองที่ใช้ EV เป็นแบตเตอรี่สำรอง เราได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาและเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้า ความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ที่ผ่านมาสนับสนุนการพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตทั้งหมด นิสสัน กำลังสะสมเทคโนโลยีองค์ประกอบที่สำคัญ สำหรับแบตเตอรี่โซลิดสเตตทั้งหมด “นับจากนี้ไป แผนกพัฒนาและการผลิตจะทำงานร่วมกันเพื่อใช้โรงงานผลิตต้นแบบนี้เพื่อเร่งการจำหน่ายแบตเตอรี่โซลิดสเตตทั้งหมดในเชิงพาณิชย์

          เผยโฉมคอนเซ็ปคาร์ 5 รุ่นพร้อมลุยรถยนต์ไฟฟ้าจีนปี69

          ชมรถใหม่ค่ายนิสสัน คอนเซ็ป คาร์ ในงานปักกิ่งมอเตอร์โชว์ 2024

          บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด เปิดตัวรถต้นแบบรถยนต์พลังงานใหม่ 4 รุ่นในงานปักกิ่งมอเตอร์โชว์ 2024
          รายงานข่าวจาก บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่: เขตนิชิ เมืองโยโกฮาม่า จังหวัดคานากา) เปิดเผยว่า นิสสันได้เปิดตัวรถแนวคิดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) 4คันที่งานปักกิ่งมอเตอร์โชว์ 2024 ซึ่งเป็นจำนวนที่ มากกว่าที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ 1 คัน รถยนต์ NEV 5 ประเภทนี้จะส่งลงตลาดจีนภายในปี 2569 นอกจากรถยนต์แนวคิดแล้ว บูธของนิสสันยังจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าทุกกลุ่มที่ติดตั้งเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้าล่าสุด

          นายมาโกโตะ อูชิดะ ประธานและซีอีโอของนิสสัน เปิดเผยว่า เพื่อให้บรรลุการเติบโตที่ยั่งยืนในประเทศจีนซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นิสสันจะใช้กลยุทธ์ที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับตลาดจีน ตามที่ประกาศในแผนธุรกิจใหม่ของบริษัท หรือ The Arc

          ” เราจะสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความสมดุลโดยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ที่มีการแข่งขันสูง โดยเริ่มจากรถยนต์พลังงานใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากรถแนวคิดที่เราเปิดตัวในวันนี้ เราจะยังคงมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นต่อไป “นายอูชิดะกล่าว

          คอนเซ็ป คาร์
          รถยนต์คอนเซ็ป คาร์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 2 ประเภท และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 2 ประเภท และมีเป้าหมายที่จะตอบสนองความต้องการด้านการเดินทางในอนาคตของลูกค้าชาวจีน

          รุ่นแรกคือ Epoch Concept เป็นรถซีดาน EV ที่มุ่งเป้าไปที่ผู้ชื่นชอบการขับขี่ในเมืองและชานเมือง และต้องการปรับปรุงไลฟ์สไตล์ด้วยการออกแบบและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด รถคันนี้ติดตั้ง IoT ที่เสริมด้วย AI ช่วยให้คุณใช้ชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านการสื่อสารทางอารมณ์กับผู้ช่วยส่วนตัวเสมือน

          รุ่น Epic Concept เป็นรถ SUV ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบสำหรับคู่รักในเมืองที่กำลังมองหาการผจญภัยในช่วงสุดสัปดาห์ และสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติในเมืองหรือบนทางหลวง สามารถขับเคลื่อนอุปกรณ์ สถานที่ตั้งแคมป์ และปาร์ตี้ได้หลากหลาย และเทคโนโลยีมากมายของมันสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

          รุ่น ERA Concept เป็นรถยนต์สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ถือว่ารถยนต์ของตนเป็นบ้านหลังที่สอง SUV ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้มาพร้อมระบบความบันเทิงในตัวและเบาะนั่งไร้แรงโน้มถ่วง ด้วยระบบ e-4ORCE ขั้นสูงและระบบกันสะเทือนแบบถุงลม

          รุ่น Evo Concept เป็นรถซีดานปลั๊กอินไฮบริดที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงและคุณสมบัติด้านความปลอดภัย ทำให้เหมาะสำหรับการพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์และสร้างความทรงจำที่พิเศษสำหรับทั้งครอบครัว นอกจากนี้ ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนพร้อมฟังก์ชันที่ได้รับการปรับปรุงซึ่งขับเคลื่อนโดย AI ยังสนับสนุนสิ่งที่คุณต้องการบรรลุผลผ่านการขับขี่

          รถนิทรรศการอื่นๆ

          ในงาน Beijing Motor Show ปีนี้ รถต้นแบบ EV Nissan Hyperforce และ Nissan Hyperpunk ซึ่งจัดแสดงในงาน Japan Mobility Show เมื่อปีที่แล้ว จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในจีน

          Nissan Hyperforce ผสมผสานประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูงเข้ากับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันก็แสวงหาความเพลิดเพลินในการขับขี่ขั้นสูงสุด นี่คือรถที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ชื่นชอบการแข่งขันและนักเล่นเกมที่กำลังมองหาความตื่นเต้นในสนามแข่ง แต่ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

          Nissan Hyperpunk นิทรรศการดิจิทัลเพื่อกระตุ้นการแสดงออกในโลกเสมือนจริงและโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากนี้ เพลงและแสงที่เหมาะสมที่สุดจะถูกเลือกโดยอัตโนมัติตามอารมณ์ของผู้ขับขี่ตามที่กำหนดโดย AI และไบโอเซนเซอร์ในพนักพิงศีรษะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาและความคิดสร้างสรรค์

          นอกจากนี้ยังมีรถนิสสัน Formula E Gen3 ที่เข้าร่วมการแข่งขัน ABB FIA Formula E World Championship ถูกนำมาจัดแสดง เพื่อสาธิตเทคโนโลยี EV ขั้นสูงของ Nissan และมอบความตื่นเต้นที่มีเพียง EV เท่านั้นที่สามารถมอบให้กับแฟน ๆ และลูกค้าได้มากขึ้น

          กลยุทธ์ในจีน
          นิสสันจะมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่าองค์กรและความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีน ภายใต้หลักการชี้นำ “ในจีน เพื่อจีน” เพื่อปรับปรุงการแสดงตนในตลาดให้ดียิ่งขึ้น นิสสันเปิดตัว Excitement by Ni ซึ่งเป็นแคมเปญแบรนด์ใหม่ที่รวบรวมความมุ่งมั่นของนิสสันในการทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นผ่านพลังแห่งนวัตกรรม ลูกค้าในประเทศจีนกำลังเปิดรับไลฟ์สไตล์และโซลูชั่นการเดินทางใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะและไฟฟ้า นิสสันยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตของลูกค้าและมอบประสบการณ์การเดินทางที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นผ่านแคมเปญใหม่

          “ในตลาดจีนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นิสสันจะส่งเสริมความฉลาดและการใช้พลังงานไฟฟ้าตามวัตถุประสงค์ขององค์กรในการทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นและขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง’ และทำงานร่วมกับพันธมิตรชาวจีนเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น เราจะนำเสนอต่อไป นี้ให้กับลูกค้าของเรา”นายอูชิดะกล่าว