ฮอนด้าประกาศปรับแผนรถ EV ยกเลิกพัฒนารถใหม่ 3 รุ่นผลิตในสหรัฐฯ เผยผลประกอบการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 70 ปี
โตเกียว – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda) ประกาศปรับแผนกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ครั้งใหญ่ โดยตัดสินใจยกเลิกการพัฒนาและทำตลาดรถ EV อีก 3 รุ่นที่วางแผนผลิตในอเมริกาเหนือ ได้แก่ Honda 0 SUV, Honda 0 Saloon และ Acura RSX ส่งผลให้บริษัทต้องบันทึกผลขาดทุนมหาศาลในงบการเงินปีนี้ และปรับลดประมาณการผลประกอบการลงอย่างหนัก
แถลงการของฮอนด้าเปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการทบทวนสถานการณ์ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยตลาดรถ EV ในสหรัฐฯ เติบโตช้าลงกว่าที่คาด จากการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านพลังงานฟอสซิลและนโยบายสนับสนุน EV ที่เปลี่ยนไป รวมถึงการแข่งขันดุเดือดในจีนที่ผู้บริโภคหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS) มากขึ้น ทำให้รถ EV ของฮอนด้าแข่งขันได้ยาก
นอกจากนี้ กำไรจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดลดลงจากผลกระทบนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ในสหรัฐฯ และการทุ่มทรัพยากรไปพัฒนา EV ทำให้ผลิตภัณฑ์ในตลาดเอเชียแข่งขันได้น้อยลง ฮอนด้ายังคงมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 แต่ต้องปรับกลยุทธ์ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น
“นี่คือ “ค่าเรียนรู้แพงที่สุด” ของฮอนด้าในยุค EV บริษัทเลือกจ่ายตอนนี้ เพื่อไม่ให้ขาดทุนยาวในอนาคต”
คาดกระทบการเงิน2.5ล้านล้านเยน
จากการยกเลิก 3 รุ่นดังกล่าว ฮอนด้าคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายและขาดทุนดังนี้ (ตัวเลขประมาณการเบื้องต้น ณ 12 มี.ค. 2569):
- ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ในงบรวม: 820,000 – 1,120,000 ล้านเยน (จากตัดจำหน่ายทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายยกเลิกโครงการ)
- ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในจีน (วิธีส่วนได้เสีย): 110,000 – 150,000 ล้านเยน (จากด้อยค่าการลงทุนเนื่องจากการแข่งขันรุนแรง)
- ผลขาดทุนพิเศษ ในงบเฉพาะกิจการ: 340,000 – 570,000 ล้านเยน
รวมผลกระทบทั้งหมด (ปีนี้และปีถัดไป) อาจสูงสุดไม่เกิน 2.5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 5.8 แสนล้านบาท -อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) ทำให้บริษัทปรับประมาณการผลประกอบการปีงบประมาณสิ้นสุด 31 มี.ค. 2569 ดังนี้:
- รายได้จากการขาย: ยังคง 21,100,000 ล้านเยน (เท่าเดิม)
- กำไรจากการดำเนินงาน: จากเดิม +550,000 ล้านเยน → ปรับเป็น ขาดทุน 270,000 – 570,000 ล้านเยน
- กำไรก่อนภาษี: จากเดิม +620,000 ล้านเยน → ปรับเป็น ขาดทุน 310,000 – 650,000 ล้านเยน
- กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่: จากเดิม +360,000 ล้านเยน → ปรับเป็น ขาดทุน 360,000 – 690,000 ล้านเยน (ขาดทุนต่อหุ้น 105.07 – 172.62 เยน)
นี่จะเป็นปีที่ฮอนด้าขาดทุนสุทธิครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปีนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น (ปี 1957) แม้รายได้ยังเท่าเดิม แต่ผลขาดทุนหลักมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษครั้งเดียว
“ฮอนด้าจะพัฒนารถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ (Next-generation hybrid) เพื่อตอบโจทย์ตลาดเอเชีย และอินเดีย”
เน้นเสริมแกร่งไฮบริด
รายงานระบุว่าฮอนด้าจะหันมาเสริมความแข็งแกร่งรถไฮบริดมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะเดียวกันจะพัฒนารถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ (Next-generation hybrid) เพื่อตอบโจทย์ตลาดเอเชีย รวมถึงอินเดียที่คาดว่าจะเติบโตสูง พร้อมปรับโครงสร้างต้นทุนให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ
สำหรับรถ EV ยังคงเดินหน้าต่อในระยะยาวแต่จะยืดหยุ่นตามแนวโน้มตลาดมากขึ้น บริษัทเตรียมเปิดเผยแผนกลยุทธ์ธุรกิจยานยนต์ระยะกลาง-ยาวใหม่ ในงานแถลงข่าวเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

ไม่งดโบนัสผู้บริหารแต่สมัครใจคืนเงิน
ทั้งนี้รายงานเพิ่มเติมอีกว่า ฮอนด้าได้ใช้มาตการทางการเงินเพื่อรักษาความเชื่อมั่น ฮอนด้ายังคงจ่ายเงินปันผลตามแผนเดิม (ใช้ DOE เป็นตัวชี้วัดหลัก) โดยไม่ปรับลดส่วนผู้บริหารระดับสูงบางรายสมัครใจคืนเงินเดือนและงดโบนัส เพื่อแสดงความรับผิดชอบ:
- ประธานและ CEO รวมถึงรองประธาน: คืนเงินเดือน 30% นาน 3 เดือน + งด STI ปีนี้
- ผู้บริหารอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์: คืนเงินเดือน 20% นาน 3 เดือน
ทำให้ค่าตอบแทนผู้บริหารสูงสุดลดลง 25-30% จากปกติ
“ฮอนด้าย้ำว่าการปรับครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนและเสริมความสามารถแข่งขันระยะยาว โดยอาศัยฐานแข็งแกร่งจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงิน เพื่อรักษากระแสเงินสดและผลตอบแทนผู้ถือหุ้นให้มั่นคงต่อไป”
4 ปัจจัยทำฮอนด้าขาดทุน
ทำไมฮอนด้าขาดทุนหนักถึง 2.5 ล้านล้านเยน (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ในปีนี้ เป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นปี 1957 เกิดจากอะไร? สรุปง่าย ๆ คือ “ตลาดรถ EV เปลี่ยนเร็วเกินที่ฮอนด้าคิด” ทำให้บริษัทต้องยกเลิกโครงการใหญ่ 3 รุ่นทันที และจ่ายค่าปรับครั้งเดียวมหาศาล
1. ตลาด EV ในสหรัฐฯ ชะลอตัวหนัก เพราะนโยบายรัฐบาลใหม่ (Trump)
เดิมฮอนด้าวางแผนผลิตรถ EV จำนวน3 รุ่นในอเมริกาเหนือ (Honda 0 SUV, Honda 0 Saloon, Acura RSX) เพื่อตอบโจทย์กฎสิ่งแวดล้อมเข้มงวดและเครดิตภาษี 7,500 ดอลลาร์ที่ช่วยให้คนซื้อ EV ง่ายขึ้น
แต่ปี 2025-2026 ทุกอย่างพลิก:
- รัฐบาลสหรัฐยกเลิกเครดิตภาษี EV
- ผ่อนคลายกฎการปล่อยมลพิษและเป้าหมาย EV 50% ของยอดขายใหม่ภายในปี 2030
- คนอเมริกันเลยหันไปซื้อรถน้ำมันและไฮบริดมากขึ้น
ผลคือยอดขาย EV ในสหรัฐฯ ลดลงเฉียบพรัน (บางเดือนลดเกือบ 50%) ฮอนด้าเห็นว่าถ้าผลิตรถ 3 รุ่นนี้ต่อไปจะขาดทุนยาวแน่ จึงตัดสินใจยกเลิกทันที → ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายตัดจำหน่ายทรัพย์สิน (write-off) และค่าปรับโครงการมหาศาล 820,000-1,120,000 ล้านเยน
2. การแข่งขันในจีนรุนแรงเกินไป จนฮอนด้า “แพ้ขาด”
จีนเป็นตลาดใหญ่ แต่ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมเร็วมาก:
- เดิมตลาดจีนคนซื้อจีนชอบรถที่ “ประหยัดน้ำมัน + ภายในกว้างขวาง”
- ปัจจุบันหันไปชอบรถที่ “อัพเดทซอฟต์แวร์ได้ตลอด” (Software-Defined Vehicle หรือ SDV) + ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS)
คู่แข่งใหม่ ๆ อย่าง BYD, Xiaomi, Huawei พัฒนารถเร็วมาก (มีรุ่นใหม่ทุก 6-12 เดือน) และราคาถูกกว่า ฮอนด้าทำให้ฮอนด้าไม่สามารถแข่งขันได้ นำมาซึ่งยอดขายในจีนตกหนัก
บริษัทจึงต้องบันทึกการด้อยค่าเงินลงทุนในจีน (impairment loss) อีก 110,000-150,000 ล้านเยน ทำให้กำไรปกติหดตัวทันที
3. “ทุ่มเงินพัฒนา EV จนธุรกิจหลักอ่อนแอ
ค่ายรถยนต์ฮอนด้าเคยมีจุดแข็งชัดเจน:เช่น
- รถเครื่องยนต์สันดาป และไฮบริด ซึ่งขายดีทั่วโลก
- ธุรกิจรถมอเตอร์ไซค์และการบริการทางการเงินที่สามารถทำกำไรได้สูง แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัททุ่มทรัพยากรเกือบหมดไปพัฒนา EV ทำให้รถไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปในตลาดเอเชียแข่งขันได้น้อยลง ประกอบกับ นโยบายภาษีนำเข้าใหม่ของตลาดสหรัฐฯ กระทบรถน้ำมันและไฮบริดเพิ่ม ผลคือกำไรจากการดำเนินงานปกติลดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบวกกับค่าใช้จ่ายพิเศษจาก EV อีก ทำให้ปีนี้ขาดทุนสุทธิหนักถึง 360,000-690,000 ล้านเยน
4. ค่าใช้จ่าย “ครั้งเดียว” พุ่งสูงสุด 2.5 ล้านล้านเยน
รวมทุกอย่าง:
- ตัดจำหน่ายโรงงานและเครื่องจักรที่เตรียมไว้สำหรับการผลิตรถ EV
- ค่าปรับโครงการที่ยกเลิก
- ตลาดที่ด้อยค่าในจีน
- อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในปีหน้า
นี่คือ “ค่าเรียนรู้แพงที่สุด” ของฮอนด้าในยุค EV แต่บริษัทเลือกจ่ายตอนนี้ เพื่อไม่ให้ขาดทุนยาวในอนาคต
การขาดทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพราะฮอนด้า “ช้า” อย่างเดียว แต่เพราะตลาด EV ทั่วโลกชะลอตัวพร้อมกัน (สหรัฐฯ + จีน) และฮอนด้าเดิมพันหนักเกินไปกับเทคโนโลยีที่ยังไม่พร้อมขายจริง